หัวอกพ่อ สุดช้ำ ลูกชายแจ้งตำรวจจับลักตัดต้นปาล์ม ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนปลูกมากับมือ ถือครองที่ดินนานเกือบ 40 ปีตั้งแต่ลูกชายยังไม่เกิด

วันที่ 14 ส.ค.67 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบนายสมเจตน์ อายุ 73 ปี และนายอดุลย์ อายุ 46 ปี หลังถูกลูกชายคนที่ 3 แจ้งความกล่าวหาว่าร่วมกันกับพี่ชายคนที่ 2 ลักทรัพย์โดยเข้าตัดผลปาล์มน้ำมัน พร้อมกับพาผู้สื่อข่าวไปดูพื้นที่ที่มีปัญหากับลูกชายซึ่งอยู่หลังเชิงเขาสามล้าน หมู่ 4 ตำบลสองพี่น้อง ห่างจากบ้านนายสมเจตน์ประมาณ 2-3 กิโลเมตร

โดยนายสมเจตน์ เล่าด้วยความช้ำใจว่า ตนเองได้จับจองที่ดินดังกล่าวตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปี หรือเกือบ 40 ปีที่แล้ว สมัยนั้นได้ให้ผู้เป็นตาและผู้เป็นน้าชื่อวันดีอยู่ทำกินด้วยเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวน 5 ไร่ 1 แปลง และจำนวน 3 ไร่ 1 แปลง และมีพื้นที่ป่าฟื้นฟูจากพายุใต้ฝุ่นเกย์อีกจำนวนหนึ่งรวมทั้งหมดประมาณ 35 ไร่ ต่อมาผู้เป็นน้าได้เสียชีวิตเมื่อปี 2558

หลังจากนั้นปี 2559 ตนเองได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในพื้นที่ครอบครองทำกินทั้งหมดประมาณ 35 ไร่ จึงมีการไต่สวนสืบพยาน ต่อมาศาลจังหวัดชุมพรมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์คำสั่งคดีถึงที่สุด จึงออกหนังสือสำคัญให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566

อดีตนางวันดี ผู้เป็นน้า มีหลานอยู่คนหนึ่งคือน.ส.วรรณนิศา อายุ 26ปี หลังจากที่ตนได้เป็นผู้จัดการมรดกตามศาลสั่งจึงได้แบ่งที่ดิน ส.ป.ก.ให้น.ส.วรรณนิศา จำนวน 3 ไร่ พร้อมกับปลูกบ้านอยู่อาศัยกับบุตร ต่อมาได้พาบุตรย้ายออกไปอยู่นอกพื้นที่เนื่องจากเมื่อต้นปีที่แล้วน.ส.วรรณนิศา ได้แจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สภ.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

พบว่ามีการใช้รถไถตัดดันเป็นทางบริเวณหน้าบ้านพักของน.ส.วรรณนิศา ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำของลูกชายคนที่ 3 ของนายสมเจตน์ซึ่งมีเรื่องพิพาทฟ้องร้องกันอยู่เช่นกัน เกี่ยวกับที่ดินแปลงติดต่อกันส่วนตนที่มีปัญหากับลูกชายคนที่ 3 ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเรื่องครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566

ตนและนายอดุลย์ฯลูกชายคนที่ 2 ขับรถยนต์กระบะเข้าไปตัดผลปาล์มน้ำมันตามปกติ และมาทราบภายหลังว่าลูกชายคนที่ 3 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2566 ทางพนักงานสอบสวนได้เรียกตนและนายอดุลย์ลูกชายคนที่ 2 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป” ปล่อยตัวกลับโดยไม่ได้ควบคุมตัว

และถูกลูกชายคนเดิมนำตำรวจจับเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 พร้อมของกลาง 1.ผลปาล์มน้ำมันจำนวน 8 ทะลาย น้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 1,053 บาท 2.รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น ดี-แม็ก สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บธ 4789 ชุมพร

3.ชุดด้ามเคียวตัดปาล์ม ท่ออลูมิเนียม 4.เสียมแทงปาล์ม โดยกล่าวหานายอดุลย์ฯ(ลูกชายคนที่ 2 ที่มากับนายสมเจตน์ ผู้เป็นพ่อ)ว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป ,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต”

หัวอกพ่อ สุดช้ำ ลูกชายแจ้งตำรวจจับลักตัดต้นปาล์ม ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนปลูกมากับมือ

หัวอกพ่อ สุดช้ำ ลูกชายแจ้งตำรวจจับลักตัดต้นปาล์ม ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนปลูกมากับมือ

นายสมเจตน์ เล่าอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตนนั้น ได้นำเอกสารหลักฐานทางราชการ การครอบครองที่ดินทำกินและคำสั่งศาลเป็นผู้จัดการมรดกให้เจ้าหน้าที่ดูก็ไม่เชื่อ ส่วนลูกชายคนที่มีปัญหากันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาใช้สิทธิอะไรไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่แบบนั้น ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งให้ตนทราบ เจ้าหน้าที่อ้างเพียงว่าใช้อำนาจ “คระกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” (คทช) ซึ่งตนเองก็ไม่เข้าใจ พื้นที่ทำกินประมาณ 35 ไร่นี้ ใช้ทำกินมานานกว่า 30-40 ปีมาแล้ว

ส่วนลูกคนอื่นๆอีก 3 คน ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนที่ถูกจับกุมถูกคุมขังอยู่ที่โรงพัก 2 คืน รู้สึกเสียใจที่ลูกแจ้งจับผู้เป็นพ่อผู้ให้กำเนิด ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้ประกันตัวในชั้นศาล อยากฝากบอกลูกชายว่าให้รู้ว่าสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูกที่ทำลงไป ปาล์มสักต้นก็ไม่เคยปลูก เคยให้ปาล์มโซนบนจำนวน 100 ต้น แต่ไม่พอจะตัดปาล์มเอาหมด ที่ให้ก็ไม่ใช่น้อย และตนติดใจว่าเจ้าหน้าที่ทำงานโดยมิชอบหรือไม่ เพราะว่าอยู่ดีๆเอาอำนาจคทช.มาบังคับใช้ทั้งที่ตนครอบครองมานาน

นายสมเจตน์ บอกว่าถ้าลูกชายคิดได้ พ่อให้โอกาสเสมอ พ่อแม่จะแบ่งที่ให้ลูกเองเพราะพ่อแม่จับจองทำมาหากินตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว” ผู้เป็นพ่อ เผยความในใจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน