แม่ร่ำไห้ แห่โลงศพบุกโรงพัก ทวงถามความคืบหน้าคดี หลังลูกชายเป็นคนกลาง เข้าห้ามรุ่นพี่เขม่นกัน ถูกปืนยิงดับ 3 เดือนคดีไม่คืบหน้า ตร.ลั่นอาทิตย์หน้าส่งฟ้องแล้ว
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2567 ที่สภ.ชัยพฤกษ์ น.ส.อาภาพัชร์ วงศ์ชนะวัฒนา อายุ 45 ปี พร้อมด้วย นายอดิเรก ด้วงแค อายุ 51 ปี บิดามารดาของนายวชิรพงศ์ ด้วงแค อายุ 26 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต เมื่อเย็นวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยนายอธิวัฒน์ สิริกังวาลวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว นำโลงศพเปล่าพร้อมรูปถ่ายตั้งหน้างานศพ เดินทางมายังโรงพัก สภ.ชัยพฤกษ์ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี
หลังนายวชิรพงศ์ถูกยิงเสียชีวิต ผ่านมาจะครบ 100 วันแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า ผู้ก่อเหตุยังไม่ถูกนำตัวส่งฟ้องศาล และทางครอบครัวยังติดใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากในใบชันสูตรศพ ระบุแจ้งว่าเป็นเหตุปืนลั่น จึงทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดี

และหวั่นใจว่าการระบุสาเหตุปืนลั่น จะทำให้ผู้ต้องหาหลุดคดี รอดพ้นความผิด ทั้งๆที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ได้ ว่าผู้ต้องหาได้เล็งปืนไปทางลูกชายตน ก่อนจะมีเสียงปืนตามมา ซึ่งทางครอบครัวมองว่าเป็นการเจตนาตั้งใจยิง
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 17.15 น.ของวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักหลังหนึ่ง หมู่ 3 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในที่เกิดเหตุพบร่างนายวชิรพงศ์ ด้วงแค อายุ 26 ปี ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากเป็นคนกลางพยายามเข้าไปห้ามเหตุทะเลาะวิวาท
ระหว่างนายธีระเดช อายุ 42 ปี กับนายดุลยวิทย์ อายุ 43 ปี รุ่นพี่ที่รู้จักทั้งสองฝ่าย แต่เกิดมีเรื่องเขม่นกันในงานบวชที่วัดสะพานสูง เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง จนต่อมาทั้งสองฝ่ายได้นัดเคลียร์ปัญหากัน ที่บ้านหลังเกิดเหตุ โดยระหว่างพูดคุยนายธีรเดชได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงขึ้นฟ้า 1 นัด ก่อนจะใช้ด้ามปืนตีไปที่บริเวณศรีษะของนายดุลยวิทย์ จนได้รับบาดเจ็บ

ด้านผู้เสียชีวิตที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วยห้าม แต่กลับถูกอาวุธปืนยิงใส่ร่าง 1 นัดจนล้มฟุบไปกับพื้น หลังเกิดเหตุนายธีรเดช ผู้ต้องหาได้พาผู้ที่บาดเจ็บทั้ง 2 คนส่งโรงพยาบาลปากเกร็ด2 เพื่อช่วยชีวิต แต่ในนายวชิรพงศ์ทนไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าจับกุมตัวนายธีรเดช พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 11 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง
ด้าน มารดานายวชิรพงศ์ กล่าวว่า หลังจากได้รับผลจากนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งในใบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งไปเป็นเหตุปืนลั่น จึงข้องใจว่าการแจ้งแบบนี้ จะทำให้ผู้ต้องหาสามารถหลุดคดีได้ง่าย แม้ในวันเกิดเหตุตนไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ทราบว่าลูกชายได้ขับรถไปส่งน้องสาวที่ห้าง
เมื่อกลับมาเห็นว่ารถนายดุลวิทย์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่จอดเสียอยู่ จึงไหว้วานให้ลูกชายขี่รถไปส่งที่บ้านเกิดเหตุ เมื่อไปถึงนายดุลยวิทย์และผู้ก่อเหตุเกิดมีปากเสียงกันขึ้น จนมีการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า ทำให้ลูกชายที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วยห้ามปราม จึงถูกผู้ต้องหาใช้อาวุธยิงใส่ 1 นัด จนลูกชายตนล้มฟุบจมกองเลือดไป

น.ส.อาภาพัชร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาต้องตามหากล้องวงจรปิดเอง แต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือ จึงต้องมาขอกับผู้สื่อข่าว มั่นใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุปืนลั่น ซึ่งลูกชายถูกยิงกระสุนเข้าหัวใจถูกตับและปอด ตนจึงต้องเก็บร่างของลูกไว้ในโลงศพ เพื่อรอผลชันสูตร เพราะเป็นความหวังสุดท้าย แต่พอผลชันสูตรออกมาแบบนี้ รู้สึกหมดหนทางต่อสู้คดี
หลังจากที่จะยังเก็บลูกชายไว้ ยังไม่เผาศพจนเกือบจะครบ 100 วันแล้ว ผ่านมา 3 เดือนกว่า พอตนทราบว่ามีการระบุว่าเป็นเหตุปืนลั่น รู้สึกผิดหวังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผิดหวังกับคนชันสูตร เพราะคิดว่าตำรวจเป็นที่พึ่งสุดท้าย หลังเกิดเหตุคู่กรณีไม่เคยแม้แต่เอ่ยคำขอโทษกับครอบครัวสักคำ แต่กลับโพสต์เฟซบุ๊กกินดีอยู่ดี มีความสุขทุกวัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ครอบครัวตนเป็นฝ่ายสูญเสีย
น.ส.อาภาพัชร์ กล่าวต่อว่า หลังจากได้เข้าคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ตนก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ไว้ใจ จนกว่าจะมีการนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล เพื่อดำเนินคดี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าในวันที่ 2 ก.ย.จะนำตัวผู้ต้องหา พร้อมสำนวนส่งให้อัยการจังหวัดพิจารณาต่อไป ซึ่งทางครอบครัวจะเดินทางไปคัดค้านการประกันตัวในชั้นอัยการ

ขณะที่ พ.ต.ท.ธีรพงศ์ ประจักษ์จิตร์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ชัยพฤกษ์ ได้ชี้แจงว่า หลังผลการชันสูตรของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ออกมา ระบุว่าผู้ตายถูกกระสุนทะลุผ่านหัวใจ 1 นัด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ผลชันสูตรมาแล้ว จึงได้ทำการรวบรวมหลักฐาน และตั้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าคนตาย, ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และพกพาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งเป็น 4 ข้อหาหนักในการดำเนินคดี นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อกล่าวหากับนายบุญรอด บุคคลที่ช่วยล้างคราบเลือดในที่เกิดเหตุ และนำปลอกกระสุนปืนไปทิ้งน้ำ ในข้อหา ช่วยผู้อื่นไม่ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง, ทำให้เสียหายทำลายซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐาน ในการกระทำความผิด โดยในสัปดาห์หน้าจะนำตัวผู้ต้องหา พร้อมสำนวนส่งอัยการจังหวัดนนทบุรี เพื่อทำการส่งฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรีต่อไป