กรมลดโลกร้อน ชูจ.ระยอง เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พัฒนาสิ่งแวดล้อมเสริมคุณภาพชีวิต พร้อมรับยุคโลกเดือด

​เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นผลมาจากมนุษย์ ทั้งการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การสร้างมลพิษ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ล้วนให้เกิดวิกฤตโลกเดือด จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยกรมลดโลกร้อน ได้ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเครือข่าย ทสม. ที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ไปสู่เป้าหมายในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ดร.พิรุณ กล่าวว่า พื้นที่จ.ระยองนับว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะเทศบาลเมืองมาบตาพุด ที่มีการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างสมดุล จนได้รับ “รางวัลเมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับเงิน” ปี 2566 อีกทั้งมีเครือข่าย ทสม. ต.วังหว้า เครือข่ายชุมชนที่ดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมด้านการจัดขยะ สร้างรายได้กลับคืนสู่ชมชน จนได้รับรางวัลเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับภาค ด้านการจัดการขยะมูลฝอย ในปี 2562 และสามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการสาธารณสุขที่เป็นความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองมาบตาพุดและภาคอุตสาหกรรม 7 แห่ง ไว้สำหรับดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

“ที่สำคัญได้ดำเนินกิจกรรมธนาคารขยะประกันชีวิต มีการจัดการและคัดแยกขยะรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ทำให้ในปี 2566 รวบรวมขยะรีไซเคิลได้ 20,996 กิโลกรัม และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 52,710 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า”

ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้มีระบบการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ กว่า 80 จุด การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ พร้อมแจ้งเตือนผลการตรวจวัด รวมถึงการจัดการภัยพิบัติและสาธารณภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และศูนย์บัญชาการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินและกระจายข่าว (EIC) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินและการสื่อสารแจ้งเหตุได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินเทศบาลเมืองมาบตาพุด (ศปฉ.ทม.มาบตาพุด) เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตพื้นที่ และที่สำคัญมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเศรฐกิจชุมชนควบคู่ไปด้วยหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แก้ไขสิ่งที่ต้องการอย่างตรงจุด พัฒนาอย่างถูกต้อง บูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ยกระดับการเกษตร “มะม่วงพื้นทราย” ดั้งเดิมจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ “ไม่ใช่แค่มะม่วง แต่คือชีวิต” เป็นความภาคภูมิใจ สร้างมูลค่าของสินค้าเกษตร ยกระดับสินค้าชุมชน สร้างรายได้และช่องทางเศรฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ส่วน “เครือข่าย ทสม. ต.วังหว้า จ.ระยอง” ต้นแบบจัดการขยะชุมชน แปลงขยะ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ในชุมชนเคหะวังหว้า ซึ่งปัจจุบันสามารถจัดการปัญหาได้เต็มรูปแบบ จนยกระดับสู่ “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับภาค ด้านการจัดการขยะมูลฝอย ในปี 2562 และเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ชาวบ้านมีรายได้จากการคัดแยกและจัดการขยะให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมก่อนส่งให้โรงงาน รวมทั้งชุมชนได้มีการนำขยะจากขวดพลาสติกไปทำการหลอมผลิตเป็นเส้นหวายเทียม และนำไปผลิตสินค้าหัตถกรรม สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ขยะบางส่วนยังนำไปหลอมและผสมกับวัสดุประเภทปูนทราย เพื่อทำอิฐบล็อค ส่วนขยะอินทรีย์ประเภทเศษอาหาร มีการนำไปเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ ทำน้ำหมักชีวภาพให้ชุมชนใช้ฟรี และทำปุ๋ยอินทรีย์ และนำไปใช้ทั้งภายในชุมชน และนำไปขายเพื่อสร้างรายได้อีกด้วย


ทั้งนี้ จุดเด่นของชุมชนวังหว้า อยู่ที่ความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยที่อาสาตัวเข้ามาร่วมพัฒนาชุมชน ด้วยกระบวนการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ นำขยะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การจัดการขยะแบบยั่งยืน และสร้างสวัสดิการมากมายให้คนในชุมชนในการแปลงขยะไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกคนในชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งผลงานของชุมชนวังหว้า ไม่เพียงแต่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังได้มีโอกาสแสดงผลงานการจัดการขยะของประเทศไทยไปสู่ระดับนานาชาติ จะเห็นได้ว่าจากชุมชนที่เกือบจะอยู่กับกองขยะ ตอนนี้วังหว้ากลายมาเป็นต้นแบบที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน