ลุงวินจยย. โต้แม่สาวออทิสติก ยันไม่ได้ขืนใจ บ้านยังไม่เคยเดินผ่าน ที่ผ่านมาโดนฟ้องร้องประจำ ยินดีตรวจดีเอ็นเอ เพื่อนบ้านแฉอีก 2แม่ลูก ชอบโวยวายเสียงดังประจำ

จากกรณี นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พานางน้อย อายุ 75 ปี แม่ของ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 34 ปี ลูกสาว ผู้เสียหาย ซึ่งป่วยเป็นออทิสติก มาติดตามความคืบหน้าในคดีที่ถูกลุงขับวิน จยย.รับจ้าง กระทำชำเราและก่อเหตุอนาจารหลายครั้ง โดยเหตุเกิดที่บ้าน ในซอยติวานนท์25 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี

ล่าสุดวันที่ 20 ก.ย. 67 นายลำพูน (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี ผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยคุยไม่เคยถามอะไรกับแม่ลูกคู่นี้เลย ตนไม่รู้ว่าเขาไปเล่าเรื่องแบบไหนให้เพจฟัง และตนก็ไม่เคยไปรับไปส่ง แม่ลูกคู่นี้ด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาเรียกตนรถตนก็ตาม ที่ไม่รับเพราะตนรู้เห็นแม่ลูกคู่นี้เป็นยังไง เขาเป็นแบบนี้ไปร้องเรียนตนอยู่เรื่อย ๆ ทั้งเรื่องข่มขืนบ้าง เรื่องลักขโมยบ้าง วางของเกะกะทางเดินบ้าง โดยไปร้องเทศกิจมาแล้ว 4-5 รอบ

เรื่องที่เขาร้องเรียนไปตนก็เลือกที่จะอยู่เฉย ๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็เงียบไปเอง ล่าสุดเรื่องที่เขาบอกมีรอยแผลถูกกัดหน้าอกของลูกสาวเขา เขาไปทำกันเองอย่างตนจะไปทำได้ยังไง แม้แต่เดินผ่านหน้าบ้านเขายังไม่เคยไปเลย ตนก็อยู่ของตนตรงนี้ ที่ไปบอกว่าตนยืนอยู่ที่เสาไฟแล้วกระชากเข้าไปอนาจารก็ไม่เป็นความจริง ตนเลือกที่จะไม่สนใจ ขนาดเหล้าบุหรี่ตนยังไม่กินไม่สูบเลย แม้แต่กาแฟตนยังไม่กิน ขับวินทำมาหาเพียงอย่างเดียว

นายลำพูน กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี63 ที่ตนถูกเขาไปแจ้งความดำเนินคดีไว้ ตนไม่รู้เรื่องไม่ได้ไปโรงพัก ไม่รู้ว่าเขาแจ้งความ แต่ในครั้งนี้ตนได้ไปแสดงตัวกับตำรวจแล้ว เพราะมีตำรวจนอกเครื่องแบบมาหา ตนจึงโทรศัพท์ไปคุยกับร้อยเวรเขานัดวันนั้นเวลา 14.00 น. ตนใส่เสื้อวินไปพบร้อยเวร จากนั้นก็มีตำรวจพิสูจน์หลักฐานมาตรวจ DNA ของตน

ตนก็ดีใจเพราะตรวจ DNA จะได้รู้ว่าความจริงมันคือความจริง เพราะตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรไม่ได้ทำอะไร คนทำมาหากิน มีหนี้ค่าบ้าน ค่ารถจะไปวุ่นวายอะไรกับเรื่องพวกนี้ เมื่อถามว่าวันที่ 27สิงหาคม ที่ผ่านมามีการไปกระชากเขาหรือไม่ ตนยืนยันจะไปไม่เคยกระชากเขาที่ไหน เสาไฟฟ้าไหน กล้องวงจรปิดก็มี เอามาดูสิ ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำ ทั้งหมดที่เขาเล่ามาตนยืนยันไม่ได้ทำเลย ตนอยู่กับเมียไปขายของก็ไปด้วยกัน อย่างวันนี้วิ่งวินเสร็จเข้าบ้านก็ 8-9 โมง ก็เตรียมขนไข่ขนของมีมะพร้าวก็เอาไปขายข้างทาง

ตนไม่รู้เรื่องที่เขาร้องเรียนไป 5 ครั้งตนไม่ได้สนใจแต่แม่บ้านตนรู้ ตนทำมาหากินอย่างเดียว และก็ไม่ได้ดำเนินคดีอะไร มันไม่มีอะไร และไม่เคยมีปัญหากับแม่ของหญิงดังกล่าวมาก่อน และไม่มีข้อขัดแย้งจะไปขัดแย้งอะไร แม้แต่คุยตนยังไม่คุยกับเขาเลยทั้งลูกทั้งแม่ ตนยินดีที่จะเข้าพิสูจน์ให้ตรวจสอบทุกอย่าง เพราะตนบริสุทธิ์ไม่ได้ทำอะไร วันนั้นที่ตำรวจสืบสวนมาตนก็เข้าไปพบร้อยเวรแสดงความบริสุทธิ์ใจในทันที

พฤติกรรมของเขาแบบนี้ชาวบ้านแถวนี้รู้หมด บ้านข้างกันเขาก็ออกไปแล้วเพราะอยู่ไม่ได้ โดนแจ้งข้อหาเหมือนกับแจ้งข้อหาตน และหากผลการตรวจสอบออกมาเรื่องที่เขาเล่าไม่เป็นความจริง ตนก็ไม่ดำเนินคดีกับเขาหรอก ตนถือว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็ย่อมสนองกับคนนั้น ตนไม่ได้อาฆาตพยาบาท ใส่ร้ายป้ายสีอะไรเขาแล้ว

ตามช่วงวันเวลาดังกล่าวสามารถตรวจสอบเช็กกล้องวงจรปิดได้ตลอด ตนบริสุทธิ์ใจอยู่แล้วว่าตนไม่ได้ทำ แค่ทำมาหากินหาเงินน้ำตาก็แทบจะไหลแล้วในแต่ละวัน ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจที่เขาไปแจ้งความกล่าวหาว่าตนทำแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่ได้ทำ

ด้าน นางพรรณธนา อายุ 55 ปี ภรรยานายลำพูน กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนกับสามีก็ไม่ได้มีอะไรโกรธแค้นกับเขาเลย แต่เวลาที่ตัวแกไม่อยู่บ้านหายไปคืน 2 วัน 2คืน ปล่อยทิ้งจนไม่มีอะไรกิน เวลาลูกสาวเขาอาละวาดขึ้นมาก็ขว้างปาของเต็มถนนเลย บางทีก็ไปโดนรถคนอื่นเขา ตนก็ต้องไปกวาดและเอาของไปให้เขากินแทน

ยังบอกเตือนให้เขากลับเข้าบ้านไปเพราะเกรงว่าจะถูกรถชน พอแม่เขากลับมาก็ไปทะเลาะกับลูกด่าลูก ทำให้ลูกสาวเขาอาละวาดขึ้นมาอีก พออาละวาดก็เอาของมาเขวี้ยงใส่แม่ตัวเอง แม่แกก็อยู่ในบ้านแกไม่ทำอะไรเลย สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างไปหมด แล้วแกก็ชอบไปร้องเรียนเรื่องที่ไม่มีสาระเป็นประจำ

ตนขายของอยู่ตรงนี้มา 20 ปีแล้ว สามีก็อยู่กันมาตลอดแต่งงานกันมา 17-18 ปีแล้ว สามีตนไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ตนยืนยันได้ รับประกันได้เลยว่าไม่มีแกเป็นคนซื่อ แกไม่มีอะไรไม่พูดตอแหลโกหก ตอนนี้ตนต้องประคองสามีเพราะเกรงว่าสุขภาพจิตแกจะไม่ดี เป็นใครก็เครียดเพราะสามีต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้โดยที่ไม่ได้ทำ ตนกลัวอย่างเดียวว่าแกจะไปจบชีวิตหนีปัญหา

ตนต้องประคองต้องดูแลแกตลอด 24 ชั่วโมงตอนนี้ ลูกก็ต้องช่วยกันดูแลทั้งหมดเพราะลูกเขาก็สงสาร สุขภาพจิตของแต่ละคนคือหัวเสียกันหมด แต่ว่าเขาเป็นเด็กเขายังทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพ่อกับแม่ ทีนี้เราก็ต้องมานั่งรับกรรมแบบนี้ ที่ว่าเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ด้าน นายสวน อายุ 47 ปี เพื่อนขับวินจยย. กล่าวว่า ตนรู้จักกับลุงลำพูนมานานแล้วประมาณ 10 กว่าปี มันเป็นไปไม่ได้ที่ลุงจะไปทำแบบนั้น คนอายุปูนนี้แล้วจะไปทำอะไรได้ นอกจากขายของ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน และลุงก็ไม่เคยมีประวัติแบบนี้มาก่อน เขาทำมาหากินเหมือนคนปกติ ตั้งแต่ตนอยู่มาในซอยนี้ไม่เคยมีข่าวเรื่องแบบนี้

เด็กที่มากล่าวหาลุงน่าจะสติไม่เต็ม เพราะบางวันตนก็เห็นออกมาเตะขยะที่หน้าบ้าน บางวันก็กรี๊ดเสียงดัง บางทีก็ทำลายข้าวของถังขยะที่หน้าปากซอย ตนเคยได้ยินว่าเขามีปัญหากับเพื่อนบ้านคนหรือสองคน แต่ตนก็ไม่ได้ใส่ใจกับสองแม่ลูกนี้ ต่างคนก็ต่างทำต่างคนก็ต่างทำมาหากิน ตนก็ไม่เชื่อเรื่องลุงไปทำเรื่องนี้บ้านเปอร์เซ็นต์ มันเป็นไปไม่ได้เลยการมากล่าวหากันแบบนี้ตนคิดว่ามันไม่ยุติธรรม

ส่วน น.ส.น้ำทิพย์ อายุ 19 ปี เพื่อนบ้านติดกัน กล่าวว่า ตนเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านติดกับสองแม่ลูกได้ประมาณ 2-3 เดือน เห็นพฤติกรรมของสองแม่ลูกแล้วทุกวันจะทำเสียงโวยวาย และบางวันก็ตะโกนด่า บางวันก็ด่าพวกตน บางวันก็ด่าสองสามีภรรยาหน้าปากซอย ที่หน้าบ้านตนก็ถูกทุบทำที่หน้าบ้านตนก็ถูกทุบทำลาย เหตุเกิดประมาณตีสี่ซึ่งตนได้ยินเสียงก็ออกมาดู ตอนแรกตนจะไปแจ้งความ

จากเรื่องที่สองแม่ลูกทุบและทำเสียงดัง เพราะตนมีลูกเล็กก็แทบไม่ได้หลับนอน อยู่กันแทบไม่ได้ บางทีแม่กับลูกทะเลาะกันและตะโกนด่าข้างบ้าน ส่วนเรื่องที่เค้าอ้างว่าถูกคุณลุงหน้าปากซอยข่มขืน เหมือนกับคนที่เป็นแม่ปลูกฝังให้ลูกจำและพูดมากกว่า และร้านขนมครกที่เขากล่าวอ้างแถวนี้ก็ไม่มีใครขาย

ตนไม่เคยได้ยินว่าลุงมีพฤติกรรมอย่างที่เขากล่าวอ้าง คุณลุงเป็นคนใจดีทั้งสองคนสามีภรรยา ตนไม่เคยคุยกับสองแม่ลูกข้างบ้าน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเค้าไม่พอใจอะไรบ้านตน มีการตะโกนให้บ้านตนย้ายบ้านหนี แต่ตนก็ไม่คิดจะย้ายหนี เพราะไม่ได้เป็นปัญหากับตนโดยตรง และคนแถวนี้ก็ไม่มีใครมีปฏิสัมพันธ์กับสองแม่ลูกคู่นี้ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน