จนท.บุกตรวจ ลัทธิสีรุ้ง หลังลูกร้องแม่เปย์เงินฉ่ำ เอาที่ดินไปขาย อดีตพระรับเป็นหนี้จริง ขอให้ช่วย ไม่ได้บังคับ ปัดชวนลงทุน ด้านนายอำเภอเผยไม่พบความผิดปกติ

วันที่ 24 ต.ค. 2567 นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอปรางค์กู่ ร่วมกับ พ.ต.อ.ขวัญเมือง โกสุมา ผกก.สภ.ปรางค์กู่ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมญาติผู้เสียหาย นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง ม .12 ต.โพธิ์ศรี อ.โพธิ์ศรี จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งลัทธิที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ลัทธิสีรุ้ง

หลังจากมีครอบครัวของผู้ที่เป็นสมาชิกเข้าไปแจ้งความที่ สภ.ปรางค์กู่ ว่ามีกลุ่มที่ตั้งตนเป็นลัทธิประหลาด ล่อลวงให้คนผู้หลงเชื่อนำเงินไปลงทุน ทั้งยังมีพฤติกรรม คำพูด และบทสวดที่ดูประหลาด

เมื่อไปถึงพบเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลบนพื้นที่ 23 ไร่ ของนายกรันยา หรืออดีตพระกรันยา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งที่พักสงฆ์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่สั่งปิดสำนักสงฆ์ ปัจจุบันปรับสถานที่มาตั้งลัทธิ หรือเมืองอมตะมหานคร มีสมาชิกประมาณ 40 คน

บริเวณประตูทางเข้ามีการติดธงสีรุ้งและติดป้ายชื่อว่า เมืองอมตะมหานคร ซึ่งมีการปิดประตูอย่างแน่นหนา พบสมาชิกกลุ่มลัทธิสวมชุดแต่งกายด้วยเสื้อ กางเกง และหมวกหลากสี ห้ามเข้าไปภายในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และห้ามทุกคนบุกรุก ขู่ดำเนินการฟ้องทุกคนที่บุกรุก

โดยนายอำเภอใช้เวลาเจรจากับผู้แทนของกลุ่มลัทธิประมาณ 20 นาที จนสุดท้ายจึงสามารถเข้าพบนายกรันยา เจ้าของลัทธิ ซึ่งสมาชิกเรียกว่า ท่านเจ้าเมือง เมื่อเข้าไปภายในพบที่พักทำเป็นสีรุ้ง มี นายกรันยา เดินออกมาพบเจ้าหน้าที่ โดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ทราบว่าเกิดอุบัติเหตุจากเสาไฟฟ้าล้มทับเท้าได้รับบาดเจ็บ

นายกรันยา กล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มนี้กระทำไม่มีเรื่องใดผิด ทุกคนปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 ไม่กินเนื้อสัตว์ อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวใครไว้ มีแต่ไล่ให้กลับ เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ส่วนเงินทองที่มีสมาชิกนำที่ดินไปขายนั้น ตนไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่า หนี้สินเยอะ จึงขอให้ช่วยเหลือ ไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เหมือนเป็นการมาช่วยกันพัฒนาสถานที่แห่งนี้

นายกรันยา เจ้าลัทธิ

นายกรันยา กล่าวต่อว่า ส่วนการลงทุนไซเบอร์นั้น ไม่ใช่ความจริง สำหรับเรื่องที่คนภายนอกมองว่าคำพูดที่ใช้พูดคุยกันเป็นเรื่องลามก ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดกันปกติ จึงอยากให้นำเสนอข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับพวกตนด้วย

 

ด้านสมาชิกลัทธิที่ครอบครัวไปแจ้งตำรวจ กล่าวว่า นำเงินมาให้เจ้าเมืองจริง แต่เป็นการให้โดยไม่ได้ถูกบังคับ และที่นำมาให้ก็เป็นสมบัติของตน ซึ่งตนมีสิทธิ์อยากจะให้ใครก็ได้ ตนต้องการทำเพราะอยู่ที่นี่แล้วสบายใจ ลูกของพวกตนก็ได้สร้างชีวิตให้เขาแล้ว บั้นปลายต้องการอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข

นายธรรมนูญ หนึ่งในผู้ดูแลลัทธิ เปิดเผยว่า พวกตนถูกโจมตีจากสื่อมวลชนในการกล่าวหาว่าเป็นลัทธิประหลาด ลามก ซึ่งไม่เป็นความจริง ตอนนี้มีกรณีใหม่คือมีคนมาร้องเรียนว่า แม่ของผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกนำที่ดินไปขาย ซึ่งไม่มีใครทราบเรื่องนี้มาก่อน รวมถึงเรื่องของการกักขัง ไม่ให้เด็กไปโรงเรียน ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายธรรมนูญ กล่าวต่อว่า เรื่องของหลักคำสอน คือดำรงอยู่ด้วยศีล ไม่กินเนื้อสัตว์ และปลูกผัก เครื่องปรุงต่างๆ ก็ทำเอง ในเรื่องของการลงทุนต่างๆ หรือการนำที่ดินไปขาย ทางเราไม่ได้เกี่ยวข้อง คงต้องให้ครอบครัวไปตกลงกันเอง

นายธรรมนูญ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคำสอนหรือการพูดคุยที่มีลักษณะพูดเกี่ยวกับอวัยวะเพศเป็นการสอนให้ไม่ผิดลูกผิดเมียกัน และอยู่ในศีลในธรรม การที่สมาชิกในลัทธิพากันไปเปลี่ยนนามสกุล เป็นนามสกุล รักอมตะ และย้ายที่อยู่เข้ามาภายในลัทธิ ก็ไม่ได้มีการบังคับ แต่เป็นการสมัครใจของสมาชิก

ขณะที่นายอำเภอปรางค์กู่ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สอบถามแม่ของผู้เสียหายที่ไปแจ้งความ ทำให้ทราบว่า ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ ซึ่งเงินที่นำมาให้ก็เป็นการนำมาปรับปรุงพื้นที่ จากการตรวจสอบข้อมูลในขณะนี้ยังไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด

ด้านผู้เสียหายที่เป็นลูกชายของสมาชิกในกลุ่มลัทธิ เปิดเผยว่า ตนมีแม่เพียงคนเดียว ลัทธินี้ทำให้แม่ของตนเปลี่ยนไปจนกระทั่งทิ้งครอบครัว ทำไมต้องไปเชื่อคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัวที่เขาใช้วาจาหว่านล้อม ซึ่งตนไม่สามารถทำอะไรในจุดนี้ได้ แต่จะหาทางช่วยเหลือแม่ของตนต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน