ญาติวอน เจ้าของคลินิกเสริมความงาม รับผิดชอบ เมาซิ่งเบนซ์ชนสาวตกสะพานไทย-ญี่ปุ่น ดับ พบเป็นเสาหลักของครอบครัว ญาติยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า
วันที่ 6 ธ.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีน.ส.ฉวี อาศัยสงฆ์ อายุ 44 ปี ถูกผู้บริหารคลินิกเสริมความงามชื่อดังดังแห่งหนึ่ง เมาแล้วขับรถยนต์เบนซ์ สีบรอนซ์เงิน ชนรถ จยย. ยามาฮ่า ฟีราโน่ สีเทา จนตกจากสะพานไทย-ญี่ปุ่น ลงมาด้านล่างถนนพระราม 4 จนเสียชีวิต วัดแอลกอฮอล์ได้ 119 มิลลิกรัม โดยวันนี้ญาติได้ร้องขอความเป็นธรรมให้รับผิดชอบและนำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดอำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 6 บ้านหนองบัวน้อย ต.ห้วยหินลาด อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ไปพบกับครอบครัวของนางฉวี ผู้เสียชีวิต ซึ่งพ่อและญาติๆพร้อมลูกสาวผู้เสียชีวิตได้นั่งปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการจะจัดเตรียมสถานที่รับศพซึ่งจะเดินทางมาถึงในวันนี้และจัดตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่บ้านหลังดังกล่าว
จากการสอบถามในเบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตมีลูกกับสามีเก่าจำนวน 3 คนและมีพ่อชื่อนายหม่อน อาศัยสงฆ์ อายุ 83 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบพูดจาไม่คล่องและเดินไปมาก็ไม่สะดวก และได้พบกับนางสาวมยุรี อาศัยสงฆ์ อายุ 21 ปี ลูกสาวคนที่ 2 ของผู้เสียชีวิตและญาติๆ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ
น.ส.มยุรี เปิดเผยว่า แม่ไปทำงานอยู่ชลบุรีและจะเข้ามากทม.สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อซื้อของประเภทกิ๊ฟช็อปไปขาย โดยแม่อยู่กับพี่สาวคนโตและน้องคนเล็กที่ชลบุรี ส่วนตนแต่งงานมีครอบครัวแล้วมีอาชีพรับจ้างกรีดยางและต้องมาคอยดูแลนายหม่อนซึ่งเป็นตาทุกวัน
เมื่อวานนี้ก็ได้พูดคุยโทรศัพท์กับแม่ โดยแม่บอกว่าจะกลับบ้านอีก 2-3 วันเพื่อมาทำบุญให้ยายซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยแม่จะโอนเงินมาให้ใช้จ่ายก่อนจำนวน 1,500 บาท จากนั้นก็ไม่มีลางสังหรณ์ใดๆเลยจนกระทั่ง มีคนโทรศัพท์มาบอกว่าแม่เสียชีวิตแล้ว รู้สึกเสียใจมากที่ขาดแม่ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวหาเลี้ยงลูกๆหลานๆและคุณตาในวัยชรา
ในส่วนของการดำเนินการต่างๆอยากจะให้ผู้กระทำผิดออกมารับผิดชอบ ซึ่งตนก็อยากถามว่าเมาแล้วขับรถทำไม นางสาวมยุรีบอกว่าหลังจากเสียคุณแม่ซึ่งเป็นเสาหลักในครอบครัวไปแล้ว ตนก็ต้องทำใจเพราะชีวิตจะต้องเดินหน้าต่อไปและจะเป็นคนคอยดูแลคุณตาพี่น้องและลูกต่อไป ทางด้านนายหม่อนผู้เป็นพ่อซึ่งพูดอะไรไม่ค่อยได้ ได้แต่ว่าเสียใจๆพร้อมกับอยู่ในอาการโศกเศร้า
ด้านนางบุญมี โคตรวิชัย อายุ 48 ปี พี่สาวของผู้เสียชีวิต เผยว่า วันนี้นำศพกลับมาแล้วก็จะมาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านและก็อยากขอความเป็นธรรมกับผู้ที่ก่อเหตุว่าให้มาชดใช้ในส่วนที่ครอบครัวต้องสูญเสียน้องสาวไป เมื่อเสียน้องสาวแล้วครอบครัวก็คงลำบากมากขึ้นส่วนพ่อตนก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลช่วยกันกับหลานสาว
นางเพชรา ศรีน้ำคำ อายุ 50 ปี ญาติของผู้เสียชีวิตบอกว่าก็อยากฝากทางตำรวจติดตามเรื่องนี้ให้ผู้กระทำความผิดรับผิดชอบเยียวยาด้วย และได้คุยกับทางลูกสาวของนางฉวีว่าอีก 2-3 วันเขาจะขึ้นมาทำบุญข้าวหม้อแกงหม้อให้ยายที่เสียชีวิตไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา คือหลังจากสูญเสียนางฉวีซึ่งเป็นเสาหลักครอบครัวแล้วก็ครอบครัวคงจะลำบากก็ภาวนาให้ครอบครัวเขาดูแลกันและคิดว่าคนที่กระทำผิดในครั้งนี้คงจะมีความรับผิดชอบ
ส่วนลูกสาวคนโตของนางฉวีก็มีครอบครัวแล้วลูกชายคนเล็กก็กำลังเรียนหนังสือไปอยู่กับแม่ที่ชลบุรี ซึ่งครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนคนที่เสียชีวิตก็เป็นเสาหลักเป็นคนหาเงินหาทองมาเลี้ยงดูลูกและพ่อพร้อมกับส่งลูกเรียนหนังสือด้วย และเขาเคยบอกว่าเมื่อลูกคนเล็กเขาจบม.3 แล้วเขาจะกลับมาบ้านเพื่อมาดูแลพ่อ กำลังหาเงินมาซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน ส่วนพ่อของนางฉวีตนก็แวะเวียนมาคอยดูแลช่วยเหลือให้คำแนะนำต่างๆ