คนขับมอบตัวแล้ว ซิ่งเก๋งชนจยย.ดับ ลากร่างไปเกือบ 1 กม. สารภาพเพิ่งดื่มเบียร์ สาเหตุที่หลบหนีไปเพราะตกใจ ตร.แจ้งข้อหาหนัก
จากกรณี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 03.21 น. สภ.ถลาง ได้รับแจ้งเหตุรถเฉี่ยวชนกันบริเวณที่เกิดเหตุ ตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นLS125 สีเขียว,ดำ ทะเบียน ฆ 5167 พังงา คันเกิดเหตุล้มอยู่และไม่พบตัวผู้ขับขี่ ซึ่งตรวจสอบพบว่ามีผู้ตายเป็นผู้ขับขี่ โดยพบศพผู้ตายทราบชื่อภายหลัง คือ นายกุลชาติ อายุ 22 ปี อยู่บนถนนศรีสุนทร
ห่างจากจุดเกิดเหตุไปทางเชิงทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร และในที่เกิดเหตุไม่พบรถคู่กรณี ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด ทราบทะเบียนรถยนต์คู่กรณีที่เฉี่ยวชน เป็นรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส ทะเบียน กล 9692 ภูเก็ต มีนายวัชระ เป็นคนขับจึงได้ติดต่อประสานแจ้งให้นำรถยนต์ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวน
ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. นายวัชระ อายุ 41ปี เดินทางมาพบ ร.ต.อ.ไกรสร บุญประสพ รอง สว.(สอบสวน)สภ.ถลาง พร้อมกับด้วยรถยนต์เก๋งยาริส สีขาว เพื่อเข้ามอบตัว จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ตรวจยึดรถยนต์คันเกิดเหตุไว้เป็นของกลาง เพื่อให้พิสูจน์หลักฐานตรวจเก็บหลักฐานและร่องรอยเฉี่ยวชน
จากการสอบสวนเบื้องต้นนายวัชระ ผู้ต้องหาได้รับว่า เป็นบุคคลที่ขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่เฉี่ยวชนจริง
โดยนายวัชระ เล่าว่าเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2567 เวลาประมาณ 22.00 น. ผู้ต้องหาขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปหาเพื่อนแถวขุมน้ำบางมะรวน ต.ศรีสุนทร ได้ดื่มสุรากับเพื่อนๆ 2-3 คน ดื่มที่บ้านพักของเพื่อน โดยนายวัชระรับว่าได้ดื่มเบีย 1 ขวด เลิกดื่มเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 14 ธ.ค.2567 จากนั้นนายวัชระขับรถยนต์คันเกิดเหตุกลับที่พัก ที่ ต.เชิงทะเล ซึ่งได้ขับรถคันดังกล่าวเพียงลำพัง
เมื่อขับรถถึง 3 แยกบางโจ ได้ขับรถเลี้ยวขวาเข้า ถนนศรีสุนทรขับออกไปถึงกลางแยก จึงถูกรถคู่กรณีคือคันที่ผู้ตายขับขี่แล้วเกิดเฉี่ยวชน นายวัชระอ้างว่าสาเหตุที่หลบหนีไปเพราะตกใจ โดยไม่ทราบว่าผู้ตายติดไปกับตัวรถยนต์ดังกล่าว จากนั้นนายวัชระได้ขับรถเลี้ยวกลับรถขับขี่มาหาเพื่อนที่บางมะรวน และอยู่ที่บ้านของเพื่อนถึงตอนเช้า กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อมา
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ตรวจปริมาณแอลกอฮอล์โดยวิธีเป่าลมหายใจและได้ส่งตัวนายวัชระให้แพทย์ตรวจประมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้แล้วและได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “กระทำ(ขับรถ)โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย และหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที” ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายส่งศาลต่อไป