วิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญมายาวนาน ได้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม มีผลต่อสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือ

ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จึงผนึกกำลังจัดประชุมเชิงปฏิบัติการคิกออฟ การจัดทำแผนเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และกลไกภาคี PES (Payment for Ecosystem Service) ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุม และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการเข้าร่วมประชุมกว่า 70 หน่วยงาน

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยมาสนับสนุนการแก้ปัญหาของจังหวัดซึ่งเปรียบเหมือนการค้นหาเครื่องมือที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับฝุ่น PM2.5 ว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่กระทบทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ เป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ จึงต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ระบบข้อมูล องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม มาสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่

สำหรับการจัดสรรงบประมาณวิจัยและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( กสว. ) ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 8 เป้าหมายสำคัญ ของ กสว. ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือ การขับเคลื่อนโดยการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนให้ประเทศไทยปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 มุ่งเป้าภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ให้ปลอดจากฝุ่น PM2.5 ภายในปี 2569 โดยกองทุนส่งเสริม ววน. ได้จัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2566 – 2567 ประมาณ 130 ล้านบาท

และในปีงบประมาณ 2568 จะใช้สิ่งที่ดำเนินการจนเห็นผลในจังหวัดเชียงใหม่ไปขยายผลในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ด้วยงบประมาณรวม 450 ล้านบาท และคาดว่าจะจัดสรรงบฯ เพิ่มเติมอีกในปีต่อไปอีก 450 ล้านบาท รวม 2 ปี 900 ล้านบาท

สกสว.จับมือเชียงใหม่ ผนึกนักวิชาการ 70 หน่วยงาน ฝ่าวิกฤตฝุ่นระยะยาว 5 ปี

กสว.มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ คือ (1) จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ไม่เกิน 50 วัน/ปี (2) ลดจำนวนสถิติผู้ป่วย COPD ที่แอดมิทครั้งแรก จากสาเหตุฝุ่นไม่ให้เกิน 1,000 คน/ปี (3) ลดจำนวน Hotspot (จากแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง) ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่เกิน 4,000 จุด/ปี

ขณะที่ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ กรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวถึงความก้าวหน้าของการใช้งานวิจัยเพื่อสนับสนุนการยกร่างกฎหมายสำคัญ

“ความสำคัญของการใช้กฎหมายที่จะต้องใช้งานวิจัยมาสนับสนุนการยกร่าง และขับเคลื่อนการบังคับใช้ว่า “รากเหง้าของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เป็นปัญหาเชิงระบบและโครงสร้าง เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่เห็นว่ามลพิษเป็นปัญหาใหญ่ แต่แท้จริงแล้วมีปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่ซับซ้อนและก้อนใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่ เช่น ปัญหาการทำงานของภาครัฐทั้งระบบแผน ระบบงบประมาณ กลไกการทำงานกรมข้ามกระทรวง ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของรัฐ ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาการกำกับระบบตลาดเสรี จากบทเรียนการทำงานร่วมกันของ ก.พ.ร สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. พบว่าต้องการเครื่องมือและนวัตกรรมด้านต่างๆ มากกว่าการออกกฎหมายและบังคับใช้ จึงต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากกว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และต้องให้ความสำคัญกับการทำงานของหน่วยงานในระดับท้องถิ่น การยกร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….”

ดร.บัณฑูร กล่าวว่า ต้องรวมร่างฯ จาก 7 ฉบับ จึง ไม่ได้วางเป้าแค่การบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ แต่มีเป้าหมายทำให้อากาศสะอาด โดยมี 4 เสาหลักสำคัญคือ การกระจายอำนาจ สิทธิหน้าที่ การสร้างแรงจูงใจหรือลดผลกระทบ และการส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมกัน โดยใช้เครื่องมือกลไกการบริหารจัดการ เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งต้องใช้งานวิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุน

เช่น การเปลี่ยนวิถีการเกษตรไม่เผาซึ่งปัจจุบันงบประมาณ จำนวนนวัตกรรม ขนาดพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุมเพียง 30-40% แต่ยังไม่เพียงพอกับขนาดของปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน จึงต้องการภาคเอกชนเข้ามา เช่น การส่งเสริม BOI ด้วยการภาษีเงินคืนเครดิตภาษีเงินลงทุน 120 % และจะมีกลไกคณะกรรมการนโนบายร่วมอากาศสะอาด การเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องการงานวิจัยและเครื่องมือเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อการออกแบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อเสนอแนะสำหรับการใช้องค์ความรู้และกระบวนการวิจัยจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงเวลาที่ผ่านมาภาพความสำเร็จของการแก้ปัญหายังกระจายเป็นจุด ๆ การทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดจึงจำเป็นมากในการบูรณาการภาพการทำงานทุกภาคส่วนให้เกิดการแก้ปัญหาร่วมบนเป้าหมายเดียวกัน ต้องมีนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่เชื่อถือได้มาใช้วางแผนสนับสนุนการแก้ปัญหาเพื่อรองรับแผนงบประมาณ

“ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่มี 4 ตัวชี้วัดหลัก ที่ดำเนินการได้ผลสำเร็จในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2566 คือ จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลงลง 34% พื้นที่เผาไหม้ลดลง 47% จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 24% และจำนวนครั้งที่ผู้ป่วย OCPD เข้าแอดมิทครั้งแรกลดลง 74% ทั้งนี้จากผลวิจัยพบว่าในช่วงวิกฤตฝุ่นของจังหวัดเชียงใหม่มีสัดส่วนฝุ่นข้ามแดนสูงถึง 40 % ดังนั้นหากร่วมกันแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดได้แล้วก็ยังต้องร่วมกันลดผลกระทบด้วย อย่างไรก็ตามจุดเด่นด้านการบริหารจัดการของเชียงใหม่ เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี จึงทำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันต่อภาพให้เห็นช้างทั้งตัว ร้อยเรียงการแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่ ประกอบร่างความสำเร็จจากหน่วยงานต่างๆ เป็นการวางกลยุทธ์ระยะยาว ลดสถานการณ์แก้ปัญหาปีต่อปี และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการฯ 14 มกราคม 2568 เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มนักวิจัยที่รับการอุดหนุนทุนวิจัย จากแผนงาน P24 แก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ โดยมุ่งประเด็นวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ ปีงบประมาณ 2566 และ 2567 จำนวนกว่า 100 คน ร่วมกับผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจาก สกสว. วช. และสวก.

ซึ่งมีเป้าหมายทำให้นักวิจัยที่ทำงานต่างมิติ ต่างแผนงานได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัย ปัญหาอุปสรรค ตลอดจนแนวทางในการร่วมกันนำงานวิจัยไปใช้ให้เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ โดยเป็นการขยายผลของการนำเอางานวิจัยมาใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ทำงานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “SRI for ALL” ของ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว. ที่มีนโยบายให้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน