ป้าตาบอด น้องสาวกอดกันร่ำไห้ ร้องทนายอั๋น พี่คนโต ฮุบที่มรดก 15 ไร่ พี่น้อง 7 คน ฟ้องศาลชนะ แต่ขัดคำสั่งศาล ผ่านไป 10 ปี น้องเข้าไปทำกินไม่ได้ ขู่ยิงทิ้ง

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.68 นางสัมฤทธิ์ อายุ 66 ปี พิการตาบอด และนางทองดี อายุ 59 ปี สองพี่น้องชาว อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ หอบเอกสารหลักฐานและคำพิพากษาศาลที่ชนะคดีแล้วตั้งแต่ปี 2557 กอดกันร้องไห้ ขอความช่วยเหลือกับนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต แล้วพี่ชายคนโตจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ฮุบที่ดินมรดกเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่เศษ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองทำกินเพียงผู้เดียว ทั้งที่แม่สั่งเสียไว้ก่อนตายให้แบ่งแก่พี่น้องทุกคนเท่ากัน

จากนั้นเมื่อปี 2552 น้องชายและน้องสาวจำนวน 5 คน จึงร่วมกันเป็นโจทย์ยื่นฟ้องพี่ชายคนโต ที่ฮุบเอาที่ดินมรดกคนเดียว ต่อมาปี 2553 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำพิพากษาให้พี่ชายคนโตซึ่งเป็นจำเลย แบ่งที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้แก่น้องทั้ง 5 คน ที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้องคนละ 1 ใน 7 ของจำนวนที่ดินที่พิพาท และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทย์ทั้ง 5 ด้วย

ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่จำเลยยังยื่นฎีกาอีกเมื่อปี 2557 แต่ศาลไม่รับฎีกาของจำเลย ถือว่าคดีสิ้นสุด แต่แม้น้องทั้ง 5 คนที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้องพี่ชายคนโต ที่หวังฮุบที่ดินมรดกคนเดียว จะชนะคดีศาลสั่งให้แบ่งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 17 ไร่ ให้แก่น้องทั้ง 5 คนๆ ละ 1 ใน 7 แล้วก็ตาม

แต่พี่ชาย กลับไม่ได้สนคำพิพากษาศาล ยังไปล้อมรั้ว สร้างที่อยู่อาศัย ขุดสระครอบครองทำกินแต่เพียงผู้เดียว จนน้องชายทยอยเสียชีวิตไปแล้ว 3 คน ก็ยังไม่เคยเข้าไปทำกินในที่ดินมรดกที่ชนะคดีเลย

ปัจจุบันเหลือน้องสาว 2 คนที่ยังมีชีวิตคนหนึ่งตาบอด อีกคนก็ต้องตระเวนไปรับจ้างหากินไปวันๆ เพราะไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง เพราะแม้ศาลจะตัดสินให้ชนะคดีให้พี่ชายแบ่งที่พิพาทแล้ว แต่ผ่านไปกว่า 10 ปี ก็ยังไม่มีใครสามารถเข้าไปทำกินในที่ดินดังกล่าวได้เลย เพราะแค่ไปดู พี่ชายก็ขู่ว่าหากใครเข้าไปจะยิงให้ตาย ทุกคนจึงเกิดความกลัว จากกรณีจึงร้องให้ทนายอั๋นช่วยเหลือ เพราะเดือดร้อนไม่มีที่ทำกิน

จากนั้นทนายอั๋น และผู้เสียหาย ก็ลงไปดูพื้นที่พิพาทที่ชนะคดีซึ่งอยู่ติดถนนในหมู่บ้าน ขณะที่กำลังเดินดูพื้นที่ก็มีลูกชายของจำเลย ออกมาใช้มือถือถ่ายภาพทนายความ ผู้สื่อข่าว และผู้เสียหายพร้อมกับอ้างว่าที่ดินแปลงนี้ ตนเป็นคนครอบครองทำกินมากว่า 20 ปีแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อที่ต่อสู้คดีก่อนหน้านี้

และไม่รับรู้เกี่ยวกับคำพิพากษาศาล เพราะตนครอบครองเอง ไม่เกี่ยวกับพ่อ เพราะพ่อไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิมาอ้างสิทธิใดๆ ก็เกิดการโต้เถียงกันเล็กน้อยระหว่างลูกชายจำเลยและโจทย์

ด้านทนายอั๋น บอกว่า เท่าที่ลงมาดูคดีนี้ทางผู้เสียหาย ซึ่งเป็นโจทย์ฟ้องใช้สิทธิ์ทางศาลและศาลก็พิพากษาแล้วว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินที่พิพาทคนละ 1 ใน 7 แก่โจทย์ทั้ง 5 คน ซึ่งคดีดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่แพ้คดีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพราะจำเลยยังอ้างสิทธิ์การครอบครองทำประโยชน์ผู้เดียว และยังข่มขู่ห้ามใครเข้าไปในที่ดินจะยิงทิ้ง

ทำให้โจทย์ที่ชนะคดีก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำกินหรือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ก็ยื่นร้องสำนักนายกฯให้ช่วยเหลือ ทางสำนักนายกฯ ก็พิจารณาส่งเรื่องมายังอัยการจังหวัดบุรีรัมย์หาทางช่วยเหลือ ด้วยการนำที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาดแต่ก็ไม่มีใครกล้าซื้อ เพราะจำเลยยังอ้างสิทธิ์และอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว

ปัญหาของเรื่องนี้คือจำเลยไม่ยอมรับและปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล และลูกชายของจำเลยยังจะมาอ้างสิทธิขึ้นมาใหม่ว่า ตนเองครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมากว่า 20 ปีไม่เกี่ยวกับพ่อ ทำนองจะสู้คดีใหม่เหมือนว่าครอบครองปกปักษ์ ซึ่งความจริงทำไม่ได้ เพราะเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์

“ส่วนตัวจึงอยากให้มองถึงเรื่องมนุษยธรรม คืออยากให้เห็นความเป็นคนสายเลือดเดียวกัน หากพูดคุยกันได้ก็อยากตกลงคุยกัน แล้วแบ่งกันตามคำสั่งศาล แต่หากไม่แบ่งเป็นที่ดิน ก็อาจจะเยียวยาดูแลน้องๆ ที่เขาชนะคดีแต่ไม่เคยได้ประโยชน์ใดๆ จากที่ดินมรดกดังกล่าวเลย แต่หากยังดื้อทางผู้เสียหายก็สามารถยื่นฟ้องขับไล่ตามกระบวนการได้”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน