อาจารย์ ม.ดัง แจงปมชิงเผาป่าหญ้า “ทับลาน” เป็นการเผาตามกำหนด คือศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ เพื่อลดการเกิดไฟป่า เป็นกลยุทธ์รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืน แนะเลือกล่วงช่วงเวลาดีกว่านี้
จากกรณี สถานีควบคุมไฟป่าปราจีนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ดำเนินการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบมีการควบคุม (ชิงเผา) ในพื้นที่ผาเม่น ท้องที่ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ลึกเข้าไปเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประมาณ 10 กิโลเมตร โดยลักษณะทุ่งหญ้าเป็นหย่อมๆ เนื้อที่รวมประมาณ 600 ไร่ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ได้เลือกห้วงระยะเวลาที่เหมาะสมนั่นคือเวลา 14.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณฝุ่นในชั้นบรรยากาศน้อย อากาศปลอดโปร่ง เป็นการลดเชื้อเพลิง ไม่ให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ และถือเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารให้แก่สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่ออกไปทำความเดือดร้อนแก่ราษฎรในชุมชนด้วย
ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าดำเนินการจัดการเชื้อเพลิงในวันดังกล่าว หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าปราจีนบุรีได้ทำการแจ้งข้อมูลเพื่อขออนุญาตจัดการเชื้อเพลิง ทางแอพพลิเคชั่น Burn Check และทำการส่งแบบฟอร์มเพื่อขออนุญาตตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป็นที่ดราม่าในสังคม ตามที่นำเสนอรายละเอียดไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น
คืบหน้าล่าสุดวันที่ 24 ม.ค.68 เฟซบุ๊ก ชื่อ Kobsak Wanthongchai ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กรณี การเผาตามกำหนด (Prescribed burning) หรือ การชิงเผา เพื่อลดความเสี่ยงของไฟ และ จัดการพืชอาหารสัตว์ป่า ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน …. “การจัดการที่ถูกต้องตามหลักการ แต่อาจไม่ถูกใจ สร้างความไม่สบายใจ ไม่ตอบสนองนโยบาย”

ผมในฐานะที่ #สอนและทำวิจัยด้านไฟป่า ที่ #คณะวนศาสตร์ #มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นว่าเรื่องดังกล่าว เป็นประเด็นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และสังคมต้องเข้าใจถึงความอ่อนไหวของสังคมไทย แต่ก็ต้องรับทราบถึงข้อเท็จจริงด้านวิชาการไฟป่า การจัดการสัตว์ป่า ศาสตร์สากลที่ยอมรับและใช้กันทั่วโลก
ในประเด็นแรกที่ อช.ทับลาน ดำเนินการชิงเผา โดยหลักการ “ผม” ขอร่วมยืนยันกับ อช.ทับลาน ในหลักการเผาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ครั้งนี้ คือเพื่อลดความเสี่ยงไฟป่ารุนแรง (หากไม่ทำอะไรเลยเมื่อไฟเกิดขึ้นในฤดูไฟก็จะมีไฟเกิดขึ้นมากมายหลายจุด กำลังคนแค่หยิบมือของ อช.ทับลาน และ พท ใกล้เคียงไม่มีทางรับมืออยู่ และก็จะถูกผู้บังคับบัญชาและสังคมรุมจวกแน่นอน น่าเห็นใจครับ หรือใครมีทางออกอย่างไร?)
และกรณีใช้ไฟเพื่อพืชอาหารสัตว์ป่าโดยการเผาทำให้เกิดหญ้าระบัด กำจัดโรคแมลงให้สัตว์ป่า มีการจัดการด้วยวิธีนี้อยู่แล้วตามหลักการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสัตว์ป่าให้เราได้ชื่นชม โดยสัตว์ป่าต้องการป่าทึบๆ ไว้หลบภัย หลับนอน แต่ก็ต้องการป่าโปร่ง (ซึ่งไฟสามารถได้ช่วยในกรณีนี้)ไว้เป็นแหล่งหากิน แต่แน่นอนการเผาตามกำหนด ย่อมมีผู้สูญเสียที่หนีไฟไม่ทันบ้าง และผู้ได้ประโยชน์ฯ เราก็ควรต้องคำนึงและจัดการลดความเสี่ยงนี้ให้มากครับ (เช่น การเผาปลายเปิดให้สัตว์ป่ามีช่องทางหนีออกไป)

มีประเด็นที่ผมอาจขอท้วงติงและเสนอแนะในการดำเนินการครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไปเพื่อให้ดียิ่งขึ้น คือ 1. การเผาขนาดพื้นที่ 600 ไร่ ในคราวเดียว ไฟอาจมีความรุนแรงหลุดลอดออกจากพื้นที่ควบคุมได้ และยิ่งหากเผาช่วงเที่ยงๆ ซึ่งความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก อุณหภูมิสูงอาจมีโอกาสไฟหลุดกระเด็นออกไปนอกพื้นที่ จึงควรจะแบ่งแปลงจัดการย่อยๆ ทยอยเผา เพื่อลดความเสี่ยงไฟที่อาจลุกลามออกนอกพื้นที่จัดการ
2. กระบวนการสื่อสารกับทุกภาคส่วน (รวมทั้งการสื่อสารกับหน่วยงานต้นสังกัด) มีความสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจให้เห็นถึงความสำคัญ จำเป็น วิธีการ แผนปฏิบัติการครั้งนี้ว่าแตกต่างกับการจุดไฟจาก “พวกที่แอบเผาป่า” อย่างไร ผมเชื่อมั่นว่า อช.ทับลาน มีแผนฯ ในการจัดการเผาลดความเสี่ยงนี้อยู่ (เพราะไม่เช่นนั้นในฤดูไฟคงไม่ต้องหลับต้องนอนกัน) ซึ่งควรสื่อสารให้มากให้ทั่วถึง เพราะเข้าใจครับว่าปัจจุบันเราตระหนักเรื่องความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สังคมย่อมมีความกังวล ดังนั้น ต้องยอมเหนื่อย สื่อสารเยอะๆ บ่อยๆ
3. ห้วงเวลาของการเผาที่ขณะนี้เรา (คน กทม.) กำลังเผชิญกับปัญหา PM 2.5 (วันนี้ PM 2.5 สูงมากๆ) บวกกับข่าวผลผลิตอ้อยเผาได้รับอนุญาตเข้าโรงงานได้ ก็อาจทำให้การเผาครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งประเด็นนี้ หาก อช.ทับลานได้ตระหนักให้มากอีกสักนิดและประวิงเวลาการเผาตามกำหนดออกไปสักหน่อย (ซึ่งในระหว่างการประวิงเวลาก็ใช้โอกาสสื่อสารกับสังคมไปด้วย)

สำหรับประเด็นของสื่อสังคมออนไลน์ที่เมนต์รุมกินโต๊ะ อช.ทับลาน แบบสาดเสียเทเสีย (บางเมนต์สะท้อนอะไรของคนพิมพ์ได้มากๆ) ผมเข้าใจในความรู้สึกรักและเป็นห่วงทรัพยากรป่าไม้ที่นับวันจะหดหายไปจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และยิ่งในขณะนี้คนเมืองกรุงกำลังเผชิญกับฝุ่น PM 2.5 ก็คงเป็นธรรมดาที่พอได้เห็นข่าวในลักษณะที่ “จั่วหัวข่าวเรียกแขก” ของสื่อเมืองไทยแบบนี้ พวกท่านจึง “รู้สึกเดือดดาล” กับสิ่งหน่วยงานที่ต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติกลับทำออกมาเสียเอง
แต่…ผมมั่นใจว่าพวกท่านอาจจะยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทราบความจริงเพียงบางส่วน ไม่ทราบข้อเท็จจริงทางวิชาการไฟป่า ที่มี “การใช้ไฟจัดการระบบนิเวศ” เป็นเรื่องทั่วไปที่ทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการระบบนิเวศเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ กันไป
แต่….ก็ไม่ใช่ว่าใครนึกจะจุดไฟแล้วก็จุดไฟขึ้นมาได้นะครับ เพราะกว่าจะทำการจัดการพื้นที่ด้วยไฟได้จะต้องมีการเตรียมการต่างๆ อย่างรอบด้าน (ตั้งแต่ก่อนการเผา ระหว่างการเผา และภายหลังเสร็จการเผา) และมีกระบวนการสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าไฟจะสามารถสร้างผลกระทบในเชิงบวกได้มากกว่าผลในเชิงลบและต้องได้รับการอนุมัติ และวันที่จะเผาหากสภาพปัจจัยเปลี่ยนแปลงการเผานั้นก็สามารถหยุด หรือ เลื่อนออกไปได้

ผู้ปฏิบัติงานด้านการป่าไม้ทั้งไทยและเทศต่างทราบดีในบริบทของไฟทั้งในแง่ลบ และแง่ดีผ่านการจัดการไฟด้วยการเผาตามกำหนด และทราบกันว่าไฟไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ไฟมีข้อดีอยู่อีกไม่น้อย เราต้องเข้าใจบริบทของไฟทั้งสองด้านและรู้จักนำด้านดีของไฟเพื่อใช้ #จัดการป่าไม้ของไทยให้ถูกกาลเทศะ
สำหรับ #กรมอุทยานแห่งชาติฯ ควรใช้โอกาสนี้สื่อสาร สร้างความเข้าใจให้สังคมทราบถึงบริบทของไฟให้มากกว่านี้ เราสื่อสารออกสู่สังคมกันไปเพียงว่า “ไฟมันชั่ว” “ไฟมันเลว” สังคมก็ได้ซึมซับแต่ความชั่ว ความเลวของไฟ โดยไม่มีโอกาสได้เห็นความดีหรือประโยชน์ที่ไฟมีต่อระบบนิเวศป่าไม้บางประเภทของไทย
โดยสรุป…..การเผาตามกำหนดคือศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ เพื่อควบคุมไฟป่ารุนแรง ลดความเสี่ยงจากไฟป่า รักษาโครงสร้างป่า สัตว์ป่าได้พื้นที่หาอาหาร ทุกกระบวนการต้องถูกวางแผนอย่างรอบคอบถูกกาลเทศะ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่จนถึงการดูแลผลกระทบอย่าตัดสินด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การจัดการไฟป่าไม่ใช่ “การเผาทิ้ง” แต่คือกลยุทธ์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ยั่งยืน เพื่อป่า เพื่อสัตว์ และเพื่อเรา! ครับ ขอบคุณ จนท อช.ทับลาน ที่ช่วยรักษาผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ให้กับชาวไทย ครับ