ทอ.เปิดปฏิบัติการสกัดฝุ่น PM2.5 กทม.-ปริมณฑล ตั้งศูนย์เกาะติดสถานการณ์ ส่งเครื่องบิน BT-67 2 ลำ เหินฟ้า เจาะชั้นบรรยากาศ โปรยน้ำแข็งแห้ง 2,000 กก.ต่อเที่ยว ช่วง 26-30 ม.ค.
26 ม.ค. 68 – พล.อ.ท. ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า จากรายงานคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษ พบปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในประเทศไทยเกินค่ามาตรฐาน หลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) มีปริมาณเกินค่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงสั่งการให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ เพื่อประชุมวางแผน ติดตามสถานการณ์และบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
1. ภาคอากาศ ให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ จัดเครื่องบิน BT-67 จำนวน 2 เครื่อง จากกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก วางกำลัง ณ ที่ตั้ง จำนวน 1 เครื่อง และวางกำลัง ณ ฝูง 509 (หัวหิน) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 เครื่อง ระหว่าง 26-30 ม.ค. 68 ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ด้วยวิธีการเจาะชั้นบรรยากาศ ในรูปแบบการโปรยน้ำแข็งแห้งและสารฝนหลวง ซึ่งแต่ละเที่ยวบินสามารถบรรทุกน้ำแข็งแห้งหรือสารฝนหลวงประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อเที่ยวบิน สำหรับแผนการปฏิบัติการบินในครั้งนี้ กองทัพอากาศกำลังเร่งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดพื้นที่และวางแผนการบินที่เหมาะสมต่อไป
2. ภาคพื้น ให้พิจารณาการปฏิบัติงาน Work from Home ของกำลังพลให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวกับกำลังพลในการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมแนะนำให้ใช้รถยนต์สาธารณะหรือ BTS ในการเดินทาง โดยการปฏิบัติหน้าที่ต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กองทัพอากาศ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ด้วยการระดมทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสูงสุด และมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ