น้ำนมแม่มีดี! กรมอนามัย แจ้งสารอาหารกว่า 200 ชนิด เหมาะสมที่สุดสำหรับทารก แนะ ‘ดูดจากเต้า’ กระชับความสัมพันธ์แห่งความรัก ความผูกพันแม่ลูก
26 ก.พ. 68 – พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ แนะนำว่า ให้ลูกได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด กินนมแม่อย่างเดียว ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และหลังจากนั้นควรกินนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น

เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารกด้วยมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดและมีการสร้างสารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีวิตามินและฮอร์โมน รวมถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยอีกด้วย
ซึ่งในเด็กทารกที่เกิดใหม่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับเด็ก เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยในแบบที่ไม่สามารถหาได้จากการกินนมผง
พญ.อัมพร กล่าวว่า ลูกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก เพราะนมแม่มีชนิดของไขมันที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง เช่น DHA , ARA ฯลฯ และสามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ เพราะมีสารช่วยย่อยไขมันมาพร้อมด้วย ไขมันในนมแม่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะสมกับสมองเด็กกำลังโต ในขณะที่ข้าว กล้วย มีไขมันต่ำมาก และระบบการย่อยของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และยังมีสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย เช่น ทอรีน (Taurine) , สารช่วยการเจริญเติบโตของสมอง น้ำย่อย และฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งไม่มีในนมผสม
นอกจากนี้ ระบบย่อยอาหารของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ การได้รับอาหารที่ไม่สัมพันธ์กับช่วงวัย ทำให้เสี่ยงต่อลำไส้อุดตัน และการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ ซึ่งนมแม่มีความเหมาะสมกับการทำงานของทางเดินอาหารของทารกที่สุด อีกทั้ง สมรรถภาพของตับ ไต ยังไม่แข็งแรงดีพอในการขับของเสียออกจากร่างกาย

ด้าน นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กล่าวว่า นมแม่มีประโยชน์ ดังนี้ 1. มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า 200 ชนิด และสร้างสารอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตทางร่างกายในแต่ละช่วงวัย
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งน้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกที่ลูกน้อยได้รับ 3. เสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง ทำให้ลูกน้อยเฉลียวฉลาด 4. ลดการเกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ ท้องเสีย และ 5. ผลดีด้านจิตใจ สร้างความรักความผูกพัน ความไว้วางใจผ่านการโอบกอดขณะแม่ให้นมลูก
นอกจากนี้ การดูดนมจากเต้าจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรัก ความผูกพัน และความอบอุ่นที่ลูกรับรู้ได้ทันที ลูกจะคุ้นเคยกับการดูดนมและแม่จะเข้าใจและเรียนรู้ความต้องการของลูกได้ดีกว่าการดูดนมจากขวด เนื่องจากการดูดนมขวดแตกต่างจากการดูดจากเต้านมแม่ เพราะลักษณะการเคลื่อนที่ของลิ้นและการขยับของขากรรไกรของลูกจะไม่เหมือนกัน การกินนมจากเต้าจะมีการหายใจที่สัมพันธ์กับการดูดและกลืนน้ำนม โดยมีอัตราส่วนการหายใจ การดูด และการกลืน เป็น 1:1:1
“ในขณะที่ ลูกที่กินนมขวด น้ำนมจะไหลเร็ว ทำให้ลูกหยุดหายใจและหายใจออกเร็วกว่า การให้ลูกกินนมจากขวด จึงทำให้คุ้นเคยกับการดูดนมจากขวดที่ไหลได้เร็ว และลูกไม่ได้เคลื่อนลิ้นไปด้านหน้าในขณะกินนม เมื่อนำลูกมากินนมแม่จากเต้าจึงอาจมีความลำบาก ต้องฝึกลักษณะการดูดนมใหม่
จากการศึกษาพบว่า ประมาณร้อยละ 50 ของทารกที่ได้ดูดจุกนมยางในช่วงอายุน้อยกว่า 1-2 เดือน มีโอกาสเกิดการปฏิเสธไม่ยอมดูดนมแม่ อีกทั้ง นมขวดอาจเสี่ยงปนเปื้อนไมโครพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ได้” นพ.ปกรณ์ กล่าว