บกปภ.ช. ย้ำจังหวัดเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนต่อเนื่อง คุมเข้มการลักลอบเผา ‘จับจริง ลงโทษจริง’ ป้องปรามผู้กระทำความผิด
เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2568 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง/เลขานุการ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในวันนี้ ภาพรวมของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ส่วนบางพื้นที่ของภาคเหนือและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์สีส้มที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จะมีพื้นที่จ.อุบลราชธานี ที่มีค่าฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์สีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงวันที่ 6 – 7 มี.ค. และหลังจากช่วงดังกล่าวคาดว่าจะมีฝนตก ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคุณภาพอากาศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ด้านจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูลวันที่ 2 มี.ค.มีจำนวน 760 จุด โดยพบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่ง 5 จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ ตาก จำนวน 154 จุด ลำปาง 119 จุด ชัยภูมิ 50 จุด กาฬสินธุ์ 34 จุด และสระแก้ว 34 จุด
นอกจากนี้ ยังพบจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาว บริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ขอให้จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจ.อุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร นครพนม และอำนาจเจริญ ที่พบว่ามีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) สูง อยู่ในเกณฑ์สีแดงและสีส้ม
ขอฝากจังหวัดที่มีจุดความร้อนในพื้นที่สูง โดยเฉพาะจ.ตาก ลำปาง ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และสระแก้ว ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการลดจุดความร้อนจากแหล่งกำเนิดอย่างต่อเนื่องในระยะนี้
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อลดฝุ่นละอองในอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการป้องกันปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการเผาอย่างเด็ดขาด
กรมป่าไม้ได้ติดตามสถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พบว่าวันนี้มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวม 58 จุด แยกเป็น พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 49 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 4 จุด ภาคกลาง จำนวน 5 จุด โดยได้ออกปฏิบัติการควบคุมไฟป่าสะสม รวม 3,247 ครั้ง แยกเป็น ภาคเหนือ 2,007 ครั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 628 ครั้ง และภาคกลาง 612 ครั้ง ดำเนินคดีกับผู้ที่เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว 28 คดี
ด้านกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานว่า ในวันนี้พบจุดความร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวม 46 จุด โดยจุดความร้อนอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 41 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จุด ภาคกลางและภาคตะวันออก 1 จุด
นายภาสกร กล่าวว่า ปัจจุบันได้ประกาศปิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์แล้วทั้งสิ้น 138 แห่ง สำหรับการยกระดับการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่า “เผาจริง จับจริง” รวม 34 คดี จับผู้ต้องหา 8 ราย
สำหรับการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า เมื่อวานนี้ (2 มี.ค. 68) มีการปฏิบัติในพื้นที่ป่า รวม 348 ครั้ง อาทิ การดับไฟป่า การลาดตระเวนป้องกันการเผา การจัดทำ แนวกันไฟ การตั้งจุดตรวจสกัด
นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานสถานการณ์การหีบอ้อย เพื่อผลิตน้ำตาลทรายในฤดูการผลิตปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับฤดูการผลิตในปี 2561/2562 โดยมีการรับอ้อยเผาเข้าหีบสะสม ร้อยละ 14.41 ส่งผลให้ลดพื้นที่เผาป่าลงได้กว่า 4.51 ล้านไร่
นายภาสกร กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ได้ปฏิบัติให้สอดรับกับมาตรการของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการป้องกันปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการเผาอย่างเด็ดขาด ซึ่งจ.มหาสารคาม ได้ตรวจพบจุดความร้อนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 2 มี.ค.จำนวน 259 จุด และส่วนใหญ่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตร คิดเป็นร้อยละ 69 โดยจังหวัดได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองปี 2568 ซึ่งจัดการในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการส่วนราชการทำการลาดตระเวนป่า จัดทำแนวกันไฟป่า
ส่วนการจัดการในพื้นที่เกษตร ได้มีการสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์แบบเคาะประตูบ้าน “หยุดเผา หยุดฝุ่น เพื่อคุณ เพื่อเรา” พร้อมกับการ Kick Off กิจกรรมเกษตรปลอดการเผาชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี ลดฝุ่น PM 2.5 ส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ จ.มหาสารคามได้มีการประกาศการห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 1 มี.ค.ได้มีการดำเนินคดี จำนวน 27 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 37 คน และมีการนำส่งฟ้องศาลและพิพากษาแล้วจำนวน 1 คดี
ด้านนายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กล่าวว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ดำเนินการตามมาตรการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องจนเริ่มเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น วันนี้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และค่าจุดความร้อนในประเทศเริ่มปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น
ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานและทุกจังหวัดเน้นย้ำการปฏิบัติงานตามมาตรการต่าง ๆ จากรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจังหวัดที่พบจุดความร้อนในพื้นที่สูงให้ดำเนินการเข้มข้นมากขึ้นอีก ด้วยการเร่งดำเนินการและระงับเหตุเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีการลักลอบเผา รวมถึงติดตามจับกุมผู้กระทำผิด เน้นการจับจริง ลงโทษจริง เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิด
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนหรือฝุ่นควันข้ามจังหวัด ให้เร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อประชาชนเมีความเข้าใจต่อปัญหาร่วมกัน ตลอดจนหาแนวทางหรือมาตรการใหม่ ๆ ดำเนินการในพื้นที่ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามแนวทางที่ได้กำหนดขึ้น
นายสหรัฐ กล่าวว่า ในส่วนของปภ. เมื่อวานนี้ได้ร่วมกับกองทัพบก สนับสนุนการปฎิบัติภารกิจแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย KA-32 ขึ้นบินทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อดับไฟป่าในพื้นที่สูงชัน รวมบินทิ้งน้ำดับไฟป่าทั้งสิ้น 11 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำทั้งสิ้น 33,000 ลิตร
ทั้งนี้ ปภ.จะติดตามสถานการณ์และรายงานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ทาง Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ X @DDPMNews หากประชาชนต้องการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเรื่องได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 หรือทางไลน์ ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784 @1784DDPM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง