เปิดนาที 2หนุ่ม ซิ่งจยย.หนีด่าน เสียหลักดับ 1 เจ็บ 1 ผู้การฯตรัง แจงปมญาติคาใจ เผยประวัติพบเคยต้องคดียาเสพติด ก่อนควบคุมตัวแจ้งอ่วมหลายข้อหา
จากกรณีที่ตำรวจสายตรวจชุดอินทรีย์ชุดที่ 2 สภ.เมืองตรัง ตั้งด่านตามแผนพิทักษ์เมือง บริเวณถนนสายต้นปริง-แยกป่าหมาก (หน้า รร.ท่ากลางสอนขับรถยนต์) พื้นที่ หมู่ 1 ถนนน้ำผุดใต้ ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง ในห้วงเวลา 09.30-10.30 น.
ปรากฏว่าระหว่างปฎิบัติหน้าที่ ได้มี นายธนกฤต อายุ 19 ปี ชาวบ้าน ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ขับขี่รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไอ 125 สีดำ ทะเบียน จทม 912 ชลบุรี มาพบเห็นด่านจึงขับหลบเลี่ยงไม่เข้าด่านตรวจ ซึ่งขณะนั้นมี นายธีรพงศ์ หรือจีน อายุ 30 ปี เป็นเพื่อนซ้อนท้ายมาด้วย
โดยได้มีการขับหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ที่ดักซุ่มอยู่อีกฝั่งได้เข้ามาขวาง แต่ทั้งคู่ได้ขับหลบหนีออกได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ได้ขับรถ จยย.สายตรวจขับติดตาม โดยมุ่งหน้ามายังถนนเลียบแม่น้ำตรัง จนกระทั่งขับหนีมาถึงทางโค้ง เป็นระยะทางประมาณ 4 กม.
ขณะที่มีรถกระบะตู้ทึบขับสวนมา ทำให้รถ จยย.หักหลบ และเสียหลักหลุดโค้งพุ่งตกข้างทางเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ซ้อนท้ายเสียชีวิต โดยทางผู้เสียชีวิตกังขาในประเด็นที่ตำรวจเข้ามาล็อกกุญแจมือผู้เสียชีวิตภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุทำไม โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.68 ที่ผ่านมา ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 19 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึง กล้องวงจรปิดจากเทศบาล ต.นาตาล่วง สามารถจับภาพนาทีตั้งแต่ตัวของผู้ขับขี่รถ จยย. กลับรถไม่ยอมเข้าด่านตรวจของตำรวจ โดยมีตำรวจสายตรวจ 1 นาย พยายามสกัดเอาไว้
แต่รถจยย.คันดังกล่าวยังหลบหลีกไปได้ และมุ่งหน้าผ่านสี่แยกไฟแดงป่าหมาก ซึ่งมีตำรวจขับติดตาม ก่อนมุ่งหน้าเข้าถนนเลียบแม่น้ำตรัง ผ่านหน้าวัดไพรสณฑ์ และเลี้ยวซ้ายจนเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันกล้องบอดี้แคมของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายดังกล่าว ที่ขับติดตาม ได้บันทึกภาพนาทีติดตามและการปฎิบัติหน้า จนถึงจุดเกิดเหตุ
ด้าน พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผบก.ภ.จว.ตรัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากเกิดเหตุได้รับรายงานจาก ผกก.สภ.เมืองตรัง ในทันทีถึงเหตุที่เกิดขึ้น ขอเรียนว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากตัวของผู้ขับขี่ รถจยย. ที่หลบหลีกไม่ยอมเข้าจุดตรวจของตำรวจตามปกติ และก็ขับหลบหนี ทำให้ตำรวจที่ประจำจุดตรวจต้องรีบขับขี่ รถจยย.ติดตามไป
ซึ่งทางตำรวจมีกล้องบอดี้แคม ที่ติดตัวประจำกายของตำรวจบันทึกเหตุการณ์ในการขับติดตามอยู่ตลอด กระทั่งมาเกิดเหตุที่ผู้ขับขี่ที่หลบหนีเสียหลักตกลงไปข้างทาง หลังจากที่รถ จยย.ล้มลงไปแล้วนั้น ตำรวจซึ่งติดตามไปเพียงแค่นายเดียว ก็รีบลงจากรถแล้วเข้าไปควบคุมผู้ซ้อนท้าย โดยเหตุผลที่เข้าไปควบคุมผู้ซ้อนท้าย
เนื่องจากว่า บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นทางต่างระดับลึกลงไปจากขอบถนนประมาณ 2 เมตร และผู้ซ้อนท้ายกระเด็นออกจากตัวรถไปไกลกว่าตัวของตำรวจที่จอดรถลงในจุดนั้น ก็เลยต้องรีบเข้าไปใช้กุญแจมือซึ่งมีเพียงแค่คู่เดียวสำหรับตำรวจเพียง 1 นาย เข้าไปควบคุมตัวผู้ซ้อนท้ายก่อน
โดยตอนนั้นอาจจะไม่ได้สังเกตดูด้วยซ้ำไปว่า ผู้ซ้อนท้ายยังมีสติอยู่หรือไม่อย่างไร เมื่อใช้เครื่องพันธนาการควบคุมตัวผู้ซ้อนท้ายดังกล่าวแล้ว จึงวิ่งกลับมาควบคุมตัวผู้ขับขี่ ที่อยู่ใกล้กว่าอีกส่วนหนึ่งด้วย ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องใช้เครื่องพันธนาการเข้าควบคุมผู้ซ้อนท้าย
หลังจากควบคุมทั้ง 2 คนได้แล้วจึงได้แจ้งเหตุให้กำลังตำรวจเข้ามาสนับสนุน และแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ราย ซึ่งตนเชื่อว่าขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็คงจะเข้าใจว่าได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ แต่คงยังไม่ทราบว่าจะถึงแก่ชีวิต
ซึ่งอยากให้ประชาชนได้เข้าใจการทำงานของตำรวจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยที่เกิดจากตำรวจเลย เป็นเหตุปัจจัยมาจากตัวของผู้ขับขี่ โดยเชื่อว่าตัวของผู้ขับขี่อาจจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองมีความผิดอะไรอยู่ในตัวบ้าง ก็เลยไม่ยอมที่จะเข้าด่านตรวจตามปกติ โดยหลังจากเกิดเหตุปรากฏว่าได้ตรวจสอบประวัติผู้ขับขี่เป็นบุคคลที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาก่อน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และยังมีพฤติการณ์เสพยาเสพติดอยู่ในปัจจุบัน
ตรวจหาสารเสพติดก็พบมีสารเสพติดอยู่ในปัสสาวะ รถจยย.ที่ใช้หลบหนีและเกิดเหตุก็ขาดการเสียภาษีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ท่อรถมีการดัดแปลงสภาพ จึงเป็นสาเหตุที่ตัวของผู้ขับขี่รู้อยู่แล้วว่ากระทำความผิดจึงหลบหนี และส่งผลกระทบมาสู่ผู้ซ้อนท้าย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จากการกระทำของผู้ขับขี่ ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมาก
เบื้องต้นได้รับรายงานจากทาง ผกก.สภ.เมืองตรัง ได้พูดคุยทำความเข้าใจในส่วนหนึ่งกับทางญาติผู้เสียชีวิต และได้แสดงความเสียใจไปแล้ว พร้อมทั้งส่งพวงหรีดไปแสดงความอาลัยอีกส่วนหนึ่ง ก็คงจะต้องทำความเข้าใจให้ทางญาติกระจ่างว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากใครเป็นผู้ก่อเหตุ เมื่อเกิดจากตัวผู้ขับขี่ซึ่งตอนนี้แพทย์ได้อนุญาต ให้ออกจาก รพ.ศูนย์ตรังแล้ว
ส่วนทางตำรวจได้นำมาควบคุมตัวที่ สภ.เมืองตรัง โดยดำเนินคดีไปตามกฏหมายในทุกฐานความผิด เช่น ขับรถโดยใช้สารเสพติด , ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย , ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ฉะนั้นผู้ที่นั่งซ้อนท้ายซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางญาติผู้เสียชีวิตจะต้องไปไล่เบี้ยจากผู้ขับขี่เอา และต้องไปดูว่ารถคันเกิดเหตุมีการจัดทำ พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่อย่างไร หากมีผู้เสียชีวิตก็จะได้รับสิทธิตรงนั้นด้วย รวมไปถึงระเบียบกฏหมายอะไรอีกหรือไม่ที่จะได้สิทธิให้กับผู้ซ้อนท้ายที่เสียชีวิต ผลมาจากตัวของผู้ขับขี่
มองเรื่องนี้ว่าในเบื้องต้นทางญาติอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจ ในเรื่องของการควบคุมพันธนาการ ว่าทำไมต้องใช้กุญแจมือในการเข้าควบคุมพันธนาการ เรียนง่ายๆว่าถ้ามีตำรวจติดตามไป 2 นาย ก็จะต้องใช้เครื่องพันธนาการทั้ง 2 คน แต่เหตุนี้มีตำรวจติดตามไปอย่างกระชั้นชิดเพียงแค่นายเดียว มีกุญแจมือเพียงแค่คู่เดียว
แล้วเป็นการตัดสินใจในภาวะคับขัน ที่ตำรวจจะต้องตัดสินใจในตอนนั้นว่าจะต้องควบคุมใครก่อน เลยตัดสินใจไปควบคุมผู้ที่กระเด็นไปห่างไกลจากตัวตำรวจก่อนเป็นอันดับแรก แล้วกลับมาควบคุมผู้ที่อยู่ใกล้ตัวคือผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นการตัดสินใจและการทำหน้าที่ของตำรวจในภาวะคับขันในตรงนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ซึ่งมองว่าเป็นไปตามหลักการยุทธวิธี เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในการทำหน้าที่
จึงอยากนำเรียนให้เข้าใจถึงการทำงานของตำรวจ ภายใต้การบังคับบัญชาของตน ที่ได้กำชับให้ปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการป้องกัน เช่นอุปกรณ์ป้องกันตัว และกล้องบอดี้แคม
โดยเหตุที่เกิดขึ้นหากไม่มีกล้องบอดี้แคมคงจะมีข้อกังขามากกว่านี้ แต่นี้เราถึงได้เห็นภาพจากกล้องบอดี้แคมบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด จึงมีความกระจ่างค่อนข้างชัดเจน จึงยืนยันเลยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากตัวผู้ขับขี่ไม่ได้เกิดจากตำรวจ จึงอยากนำเรียนถึงประชาชนว่า คนดีจะต้องอยู่เย็นเป็นสุข คนร้ายจะต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ ถ้ามั่นว่าไม่ได้ทำผิดอะไรก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ผ่านจุดตรวจไปตามปกติ พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม ร่างของ นายธีรพงศ์ หรือจีน อายุ 30 ปี ผู้เสียชีวิต แพทย์ได้ทำการส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการตายอย่างละเอียดและแน่ชัดที่ รพ.สงขลานครินทร์(มอ.) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื่องจากในเบื้องต้นตามลำตัวมีบาดแผลค่อนข้างน้อย ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า กระดูกคอหักหรือไม่ หรืออาจจะมีเลือดออกภายในอวัยวะภายใน ผลจากการถูกกระแทกจากอุบัติเหตุ เป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งขณะนี้ยังคงต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง.



