ตั้งศพเรียงกัน 3แม่ลูก ตึกสตง.ถล่ม ตา-ยายสุดเศร้า เผยน้องนุ่นเพิ่งเรียนจบ ทำงานช่วยแม่วันแรกก่อนเกิดเหตุสลด ผู้ว่าฯ รุดให้กำลังใจ พร้อมช่วยเหลือเต็มที่

จากเหตุการณ์ตึก สตง. ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้ถล่มลงมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิตและยังไม่ทราบชะตากรรมอีกหลายราย ในจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วนั้น คือ นางคำแสน มาตรา อายุ 47 ปี, นายณัฐดนัย นามบุรี อายุ 25 ปี และน.ส.สุมิตา นามบุรี อายุ 22 ปี ทั้งหมดเป็นแม่ลูกกัน

คืบหน้าวันที่ 31 มี.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพจากกรุงเทพ ฯ มาส่งที่บ้านเกิด หมู่11 บ้านภูเงิน ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย โดยมี นายประเทือง มาตรา อายุ 68 ปี และนางทอง มาตรา อายุ 68 ปี พ่อแม่ของนางคำแสน และเป็นตายายของ นายณัฐดนัย และ น.ส.สุมิตา พร้อมทั้งญาติพี่น้องมารอรับศพท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ โดยศพทั้ง 3 มาถึงวันนี้ (31 มี.ค.68) หลังจากนั้นได้ช่วยกันวางโลงศพเรียงกันไว้ที่หน้าบ้าน

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, ว่าที่ร้อยตรีพงษ์สิทธิ์ เปรยะโพธิเดชะ นายอำเภอเฝ้าไร่, นพ.แหลมทอง แก้วตระกูลพงษ์ รองนพ.สสจ.หนองคาย, เหล่ากาชาดจังหวัดหนองคาย, แรงงานจังหวัดหนองคาย, สวัสดิการและสังคม จ.หนองคาย, ประกันสังคม จ.หนองคาย, จัดหางานจังหวัดหนองคาย, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.หนองคาย และหัวหน้าส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดหนองคาย ได้นำพวงหรีดมาวาง ร่วมไว้อาลัย มอบเงินช่วยเหลือให้กับญาติของผู้เสียชีวิต

นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทั้ง 3 คนถือเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ จังหวัดหนองคายจะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาการเยียวยาช่วยเหลือตามสิทธิของผู้เสียชีวิต ซึ่งพบว่ามีการขึ้นทะเบียนกับบริษัทที่ทำงานไว้

รวมถึงเงินประกัน เงินชดเชยต่าง ๆ ก็จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนหลังจากนี้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลเฝ้าไร่ ก็จะมาช่วยดูแลเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต อย่างต่อเนื่อง ประสานชุมชนให้หมั่นดูแลครอบครัวนี้เนื่องจากสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปในคราวเดียว เป็นการกระทบจิตใจเป็นอย่างมาก ส่วนผู้ที่สูญหายก็ต้องติดตามข้อมูลว่าจะมีประชาชนชาวหนองคายเพิ่มเติมอีกหรือไม่

ด้าน นายประเทือง มาตรา บิดาของนางคำแสน เล่าว่า ตนมีลูก 3 คน นางคำแสนที่เสียชีวิต เป็นคนโต คนรองเป็นผู้ชายก็ไปทำงานที่เดียวกัน และลูกชายคนสุดท้องทำงานที่ประเทศไต้หวัน โดยนางคำแสน จะไปทำงานก่อสร้างกับสามีใหม่ ส่วนใหญ่รับงานสร้างลานเฮลิคอปเตอร์บนตึกสูง ส่วนนายณัฐดนัย หลานชาย เรียนจบแล้วก็ทำงานกับแม่มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว

แต่ น.ส.สุมิตา หรือ น้องนุ่น หลานสาว เพิ่งเรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย จะรับปริญญาในปีนี้ แม่เห็นว่าเรียนจบแล้ว จึงชวนให้มาทำงานด้วยกันไม่กี่วัน และเดินทางไปหาแม่เมื่อวันที่ 26 มี.ค.68 ซึ่งทำงานวันแรกคือวันที่ 28 มี.ค.วันที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว

โดยในวันนั้น ลูกสาว ลูกเขย หลานทั้ง 2 คน และ ลูกชายคนรองของตน ไปทำงานก่อสร้างที่ตึก สตง. หลังเกิดเหตุตนได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมงานของลูกโทรมาแจ้งข่าวร้าย ว่าลูกสาว หลาน ทั้ง 2 รวม 3 คน เสียชีวิตและพบศพแล้ว ส่วนลูกเขย ยังติดอยู่ในตัวตึกไม่ทราบชะตากรรม ส่วนลูกชายคนรองของตนก่อนเกิดเหตุได้ลงมาเอาเหล็กด้านล่าง จึงรอดชีวิตอยู่ระหว่างติดตามประสานและกำลังจะกลับบ้าน

ส่วน นางทอง มาตรา ผู้เป็นยาย เล่าว่า ลูกสาวและหลาน ช่วยดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ส่งเงินมาให้ตายายใช้ทุกเดือนไม่เคยขาด น้องนุ่น หลานสาวคนเล็ก เพิ่งจะเรียนจบ เป็นเด็กเรียนดี ไม่เกเร ก่อนรับปริญญาในเดือนเมษายนนี้ จึงไปช่วยแม่ทำงานหวังจะมีเงินรายได้ ซึ่งตอนแรกหลานสาวบอกว่าจะไปแค่ 3 วัน และจะกลับในวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค.นี้

โดยมีแผนจะเรียนต่ออีก แต่ก็มาเกิดเหตุร้ายเสียก่อน โดยจะทำการฌาปนกิจในวันพฤหัสบดี ที่ 3 เม.ย.นี้ ที่วัดป่าธรรมคุณ บ้านภูเงิน ต.เฝ้าไร่ แต่ด้วยความที่มีเมรุหลังเดียว ก็จะนำร่างนางคำแสน เข้าเมรุ ส่วนหลานทั้งสองคนจะทำกองฟอนตามธรรมเนียมโบราณอีสาน เผาด้านหน้าไปพร้อมกัน

ขณะที่นางสุนันทินี เทียนไสย ผู้ใหญ่บ้าน บอกว่า ครอบครัวนี้เป็นที่รักของคนในชุมชน โดยนายประเทือง นั้น เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและปัจจุบันก็เป็น อสม. ชอบช่วยเหลือชาวบ้านคนอื่น หลานทั้งสองคนก็อัธยาศัยดี การเสียชีวิตในครั้งนี้เป็นที่สะเทือนใจของคนในชุมชนมาก และจะพยายามช่วยเหลือดูแลทั้งร่างกายและสภาพจิตใจของตายาย สมาชิกในครอบครัวหลังจากนี้ให้ดี.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน