สาวมึน เจอ ใบสั่งผิดคัน 2 ปีติด ขับรถเร็ว เผยรถเป็นยี่ห้อ-สีเดียวกัน แต่คนละทะเบียน โอดคนอะไรจะดวงดีทุกปี ต้องจ่ายค่าปรับ 500 บาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิด
เมื่อวันที่ 1 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งใน จ.อุทัยธานี โพสต์ข้อความระบุว่า ตนได้รับใบสั่งปรับฐานขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนด ทั้งที่รถและหมายเลขทะเบียนไม่ใช่ของตนเอง ซ้ำยังเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรถคันเดียวกัน
โดยในโพสต์ระบุว่า “ซื้อหวยได้เลยจ้า รอบนี้ร้อยเอ็ดกันเลยทีเดียว ทะเบียน รถพี่ 48XX นะคะ ไม่ใช่ 43XX คนอะไรจะดวงดีทุกปี ปีที่เเล้วพะเยา ปีนี้ร้อยเอ็ดปุ้นนนน ทะเบียนก็คนละทะเบียน 43XX แต่ส่งมา 48XX หวยมาตกที่เเสงอรุณตลอด”
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบกับ น.ส.แสงอรุณ (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ในเขตเทศบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี
น.ส.แสงอรุณ กล่าวว่า ตนได้รับเอกสารใบสั่งปรับจราจรฉบับนี้ มาเมื่อช่วงสายของวันนี้ รายละเอียดระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ.68 รถยนต์ โตโยต้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 43XX ขับขี่ด้วยความเร็วที่ 110 ซึ่งเกินอัตราที่กำหนดในพื้นที่ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในช่วงเวลา 20.01 น.
โดยแจ้งข้อหา ขับรถใช้ความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (พรบ.จราจร ม.67 วรรคหนึ่ง, ม.152) ฝ่าฝืนป้ายจำกัดความเร็ว (พรบ.ทางหลวงฯ มาตรา 5 (2), มาตรา 69) เหตุเกิดที่บริเวณ ทล.23 กม.148 (ขาออก) ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
น.ส.แสงอรุณ กล่าวต่อว่า รถของตนเป็นรถยี่ห้อ โตโยต้า สีดำ เหมือนกัน แต่เป็นทะเบียน 48XX อุทัยธานี ส่วนรถคันที่โดนใบสั่งนั้น เป็นรถกระบะ หมายเลข 43XX ทำให้รู้สึกงงว่า ทำไมถึงออกใบสั่งผิดพลาดแบบนี้ถึง 2 ครั้ง และ 2 ปีติด ซ้ำยังเป็นรถคันเดียวกันอีกด้วย
ทำให้ตนต้องมาจ่ายค่าปรับ 500 บาท ทั้งๆ ที่ตนไม่ใช่ผู้กระทำผิด เงินจำนวนนี้ก็เป็นเงินที่มากพอสมควร มากกว่าค่าแรง 1 วัน ในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ และหากคนที่โดนใบสั่งนี้เป็นคนที่ไม่รู้ว่า ต้องแก้ปัญหานี้อย่างไร จะทำอย่างไรได้ หรืออาจก็ต้องจำใจยอมจ่ายเงินค่าปรับตรงนี้ไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ
น.ส.แสงอรุณ กล่าวว่า ครั้งนี้คงต้องนำหลักฐานนี้ไปแจ้งลงบันทึกประจำวัน ไว้เป็นหลักฐานอีกเช่นเคย เพราะโทรศัพท์ไปสอบถามกับทางต้นทางใบสั่งนี้แล้ว ก็บอกให้ตนแอดไลน์และส่งเอกสารนี้ไปให้ แต่รอจนข้ามวันมาแล้ว ก็ยังไม่มีใครอ่านไลน์นี้เลย หากเป็นไปได้ก็อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ช่วยตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ เพราะแบบนี้คนที่ไม่ได้ทำผิด ต้องมาเดือดร้อน
ที่มา มติชน


