กรมอุทยานฯ แจงยิบรายได้ แบ่ง 4 ประเภท พร้อมแจงการใช้เงินงบกว่า 2 พันล้านบาท เล็งใช้ E-Ticket ต.ค. 68 นี้ เข้าอุทยานฯ หวังตัดวงจรทุจริต
วันที่ 28 เม.ย.2568 ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วย นายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ นายอริยะ เชื้อชม ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ และ นายเทอดไทย ขวัญทอง ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.)ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการเงินอุทยานแห่งชาติ

นายอรรถพล กล่าวว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีพื้นที่ 73 ล้านไร่ หรือประมาณ 23%ของประเทศไทย ซึ่งกรมอุทยานมีแนวทางปฏิบัติงาน 6 ประการสำคัญ คือ
1. การจัดโซนพื้นที่ตามศักยภาพ พื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญและเปราะบางจะถูกกำหนดเป็นพื้นที่หวงห้าม ไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมท่องเที่ยว ส่วนพื้นที่ที่มีความสวยงาม ระบบนิเวศแข็งแรง และเข้าถึงได้สะดวกปลอดภัย จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้
2. การกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำระบบ E-ticket มาใช้ให้ทันในช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวเดือนต.ค. 68 นี้
3. การกำหนดระเบียบสำหรับนักท่องเที่ยว
4. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เน้นความรับผิดชอบ เด็ดขาดกับการกระทำผิดกฎหมาย และให้บริการด้วยความสุภาพ รวมถึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ปฏิบัติงานเกินอำนาจหน้าที่
5. การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสื่อความหมาย
6. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ผ่านคณะกรรมการระดับพื้นที่ (PAC) และการแบ่งรายได้ 5% ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า สถิตินักท่องเที่ยวและการจัดเก็บรายได้อุทยานระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2567 – 20 เม.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจำนวน 11.74 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.36 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บรายได้ 1,551.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6
การใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติในปีงบประมาณ 2568 อยู่ในกรอบวงเงิน 2,199.72 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำร้อยละ 68.93 และรายจ่ายตามภารกิจร้อยละ 31.07 ปัจจุบันได้อนุมัติใช้จ่ายไปแล้วร้อยละ 99.19 ของงบประมาณทั้งหมด โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Business Intelligence)

ด้าน นายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวเสริมถึงหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินอุทยาน ว่า สำหรับปีงบประมาณ 2568 กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีอธิบดีเป็นประธาน อนุมัติโครงการที่ต้องใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติไปแล้ว วงเงิน 2,181,811,892.32 บาท (ร้อยละ 99.19 ของงบประมาณทั้งหมด) เป็นโครงการที่ออกแผนปฏิบัติการไปแล้ว 73 โครงการ ในวงเงิน 2,173,204,892.32 บาท อยู่ระหว่างออกแผนปฏิบัติการอีก 2 โครงการ วงเงิน 8,607,000.00 บาท
โดยเงินอุทยานแห่งชาติจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
- ประเภท ก ร้อยละ 5 จำนวน 102.23 ล้านบาท เป็นเงินที่ต้องให้แก่เทศบาลหรืออบต.ที่เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ
- ประเภท ข ร้อยละ 20 จำนวน 316.59 ล้านบาท เป็นเงินงบบริหารจัดการที่จัดสรรคืนให้แต่ละอุทยานแห่งชาติไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี/แห่ง
- ประเภท ค ร้อยละ 60 จำนวน 1,222.44 ล้านบาท เป็นเงินงบบำรุงรักษา ใช้สำหรับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ
- ประเภท ง ร้อยละ 15 จำนวน 540.55 ล้านบาท เป็นเงินงบสำรอง ใช้สำหรับกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน
สำหรับ 73 โครงการที่ได้รับอนุมัติ วงเงิน 2,173.20 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1,497.67 ล้านบาท (14 โครงการ) และรายจ่ายตามภารกิจ 675.54 ล้านบาท (59 โครงการ) โดยรายจ่ายประจำประกอบด้วย เงินที่ให้แก่เทศบาลและ อบต. เงินที่จัดสรรคืนให้อุทยานแห่งชาติ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอุทยานแห่งชาติและบริการนักท่องเที่ยว
โครงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป้องกันรักษาป่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol) โครงการนักเรียน นักศึกษา ช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ โครงการอุทยานแห่งชาติสีเขียว และโครงการจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ไขปัญหาช้างป่า
ส่วนรายจ่ายตามภารกิจ ประกอบด้วย การจัดซื้อครุภัณฑ์และติดตั้งทุ่น การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก การขยายเขตไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภค การเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันรักษาป่า สวัสดิการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า การแก้ไขปัญหาช้าง การศึกษาวิจัย การฝึกอบรม และโครงการอื่น ๆ เช่น การผลิตสื่อจัดพิมพ์หนังสือ การดูแลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย และการบำรุงรักษาระบบ E-Ticket และระบบจองที่พัก
นายชิดชนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราเงินสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่ให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเพิ่มอัตราการช่วยเหลือกรณีเสียชีวิตจากการปะทะ ต่อสู้ ลาดตระเวน หรือถูกสัตว์ป่าทำร้าย จากเดิม 500,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท และกรณีเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ จากเดิม 400,000 บาท เป็น 500,000 บาท
รวมถึงปรับเพิ่มอัตราช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บทุพพลภาพหรือพิการสูญเสียอวัยวะทั้งสองข้าง จากเดิม 300,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท และกรณีสูญเสียอวัยวะข้างเดียว เป็นสูงสุดไม่เกิน 600,000 บาท เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 18,533 คน เป็นข้าราชการ 534 ราย ลูกจ้างประจำ 359 ราย พนักงานราชการ 5,771 ราย ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน 757 ราย บุคคลภายนอกที่ได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน 3,388 ราย และการจ้างเหมาพนักงาน 7,724 ราย
ซึ่งนอกจากสวัสดิการจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ แล้ว ยังมีกองทุนจากหน่วยงานอื่นที่ให้การช่วยเหลือ และสวัสดิการด้านทุนการศึกษาสำหรับบุตรเจ้าหน้าที่ด้วย รวมทั้งโครงการ “ท่องเที่ยวทั่วไทย อุ่นใจเมื่อไปอุทยาน” โดยร่วมมือกับบริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผ่านบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการให้บริการประกันอุบัติเหตุกลุ่มในภาคสมัครใจ โดยมีอุทยานแห่งชาติที่เข้าร่วมโครงการ 71 แห่ง

ขณะที่ นายอริยะ เชื้อชม ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวถึงการพัฒนาระบบจัดเก็บรายได้อุทยานแห่งชาติว่า ปัจจุบันการจัดเก็บค่าบริการอุทยานแห่งชาติมี 2 รูปแบบ คือ การจ่ายด้วยเงินสดและระบบ E-Ticket ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2566 ในอุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง แบ่งเป็นอุทยานทางบก 3 แห่ง (เขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ และเอราวัณ) และอุทยานทางทะเล 3 แห่ง (อ่าวพังงา หมู่เกาะสิมิลัน และหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี)
ระบบ E-Ticket ถูกพัฒนาต่อยอดจาก Application QueQ ที่ใช้สำหรับจองคิวเข้าอุทยานฯ ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ที่มีนักท่องเที่ยวมากถึง 1.9 ล้านคนในปีงบประมาณ 2567 คิดเป็น 10.3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และสร้างรายได้มากกว่า 629 ล้านบาท หรือ 28.5% ของรายได้อุทยานฯ ทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณไม่เสถียร เช่น ที่อ่าวมาหยา ที่ต้องกลับมาใช้วิธีเก็บเงินสด นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังต้องผ่านขั้นตอนการกรอกข้อมูลและยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
ทั้งนี้กรมอุทยานฯ กำลังพัฒนาระบบการจำหน่ายบัตรค่าบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปีงบประมาณ 2567 ดำเนินโครงการจัดการระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ (E-National Park) ขยายช่องทางให้ใช้งานได้ทั้ง Mobile application และ Website พร้อมเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครองผ่านแอปพลิเคชัน ThaiID เพื่อลดขั้นตอนการกรอกและยืนยันตัวตน
นอกจากนี้ ระบบใหม่จะรองรับการชำระเงินผ่านเครื่อง EDC และ QR Code พร้อมจัดหาเครื่อง Scan บัตรค่าบริการทันสมัยให้ครบ 133 อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ สำหรับปีงบประมาณ 2568 ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อพัฒนาระบบ E-Service ที่ครอบคลุมการจองและจ่ายค่ากิจกรรมนันทนาการต่างๆ
เช่น การดำน้ำลึก จองที่พัก ลานกางเต็นท์ รวมถึงระบบการอนุญาตประกอบกิจการท่องเที่ยว และระบบการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ กรมอุทยานฯ ยังวางแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับระบบ E-National Park บริเวณทางเข้า ประกอบด้วย เครื่องตรวจเช็คและสแกน QR code ระบบกล้องวงจรปิด ท่าเทียบเรือลอยน้ำ ทุ่นจอดเรือ และทุ่นไข่ปลาเพื่อกันแนวพื้นที่กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลส่งเสริมอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยเน้นการเกษตรแบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามเจตนารมณ์ของโครงการ

ด้าน นายเทอดไทย ขวัญทอง ผอ.สบอ.ที่5 (นครศรีธรรมราช) เปิดเผยว่า สบอ.ที่ 5 รับผิดชอบดูแลพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง ครอบคลุม 4 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาทิ อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
โดยการเตรียมพร้อมใช้ระบบ E-Ticket ซึ่งมีการอบรมเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้กับนักท่องเที่ยว มุ่งเน้นตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามากับการจองผ่านระบบ E-Ticket ทั้งประเภทไป-กลับ และกิจการดำน้ำลึก เปรียบเทียบกับจำนวนบัตรค่าบริการที่ผู้ประกอบการซื้อล่วงหน้า
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมายังพบปัญหาในการปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจนับนักท่องเที่ยวได้ทันเมื่อมีผู้เดินทางมาถึงพร้อมกันจำนวนมาก จึงเสนอให้สำนักอุทยานแห่งชาติพัฒนาระบบจัดการนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวกและลดความผิดพลาด และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ สตง. เพราะทุกหน่วยงานต่างมุ่งหวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น