บิ๊กอุ้ม สั่งเข้ม สถานศึกษาทุกแห่ง ก่อนเปิดเทอมใหม่ เร่งลดภาระ ครู-นร. ดันเรียนดีมีความสุขทุกมิติ เตรียมแผนเผชิญเหตุ ภัยธรรมชาติ สาธารณภัย ย้ำโรงเรียนต้องปลอดยาเสพติด บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า
2 พ.ค. 68 – ที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานกล่าวในการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ภายใต้นโยบาย เรียนดี มีความสุข ว่า
ที่ผ่านมาตนพอใจเป็นอย่างมาก ที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายกันอย่างต่อเนื่อง โดยการศึกษาของไทยที่ผ่านมา ในเรื่องของความปลอดภัยนั้นดีขึ้นมาก จะเห็นได้ว่า ข่าวนักเรียนยกพวกตีกันลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงความไม่พอใจต่อภาคส่วนอื่นๆ ก็ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีการชุมนุมที่น้อยลงเช่นกัน โดยทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกัย ซึ่งเรื่องอะไรที่เป็นปัญหาตน และฝ่ายการเมืองพร้อมรับฟังจากทุกหน่วยงานและจะดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่
“สิ่งที่ทำกันมาตลอดถือว่าสำเร็จส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังมีส่วนที่ต้องดำเนินการต่อไป ที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ในมิติของการลดภาระงานครูก็อยากให้ทางฝ่ายผู้บริหารสะท้อนปัญหาต่างๆ เข้ามาให้กับ ศธ. เพื่อที่จะได้รับการแก้ไข อะไรที่เกินอำนาจของ ศธ. ผมก็จะทำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นกฎหมายที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและลดภาระให้เกิดการเรียนดีมีความสุขอย่างแท้จริง
ส่วนการลดภาระ นักเรียน และผู้ปกครอง ก็มีการดำเนินการนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ซึ่งหลายๆ โรงเรียน ได้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดีมาก อยากให้โรงเรียนที่มีความพร้อมดำเนินการต่อไป รวมไปถึงเรื่อง 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพในปีการศึกษานี้ก็อยากให้มีโรงเรียนคุณภาพมากยิ่งขึ้น” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องการศึกษาเท่าเทียมต้องขอขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมกันดำเนินการ ทำให้มีเด็กกลับมาเรียนในระบบได้ประมาณ 4 แสนคน และคนที่กลับเข้ามาแล้วก็จะต้องมีวิธีการในการป้องกันไม่ให้หลุดออกไปอีกครั้ง
นอกจากเรื่องนี้ตนอยากให้มีเครือข่ายทางการศึกษาที่มาแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ ใช้ร่วมกัน ฉะนั้น สถานศึกษาใดที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ ก็ให้ติดต่อสอบถามไปยังสถานศึกษาใกล้เคียง เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับสถานศึกษาที่มีความพร้อม
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า เพื่อให้การเปิดเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ของสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น สถานศึกษาทุกแห่งมีความพร้อมในทุกมิติ ทุกด้าน สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพตั้งแต่วันแรก จึงอยากให้มีการเตรียมการด้านความพร้อมของสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม
โดยตรวจสอบ ปรับปรุง อาคาร ห้องเรียน ประตู และรั้วโรงให้มีความแข็งแรงและปลอดภัย สำรวจและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบแจ้งเตือนและป้องกันภัย เช่น ถังดับเพลิง เป็นต้น และพัฒนาห้องน้ำ ห้องสัวม ให้สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ให้ได้มาตรฐานพร้อมใช้งาน “สุขาดี มีความสุข”
“ในด้านการจัดการเรียนการสอน อยากให้มีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น และรองรับการเรียนรู้ยุคใหม่ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล รวมไปถึงพัฒนา ซ่อมบำรุง สื่อและอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอนให้มีความพร้อม
และพัฒนาสื่อการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้อยากให้ครูและผู้บริหารทุกคนเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของโลกยุคปัจจุบัน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อยากเน้นย้ำถึงเรื่องสวัสดิการและการสนับสนุนพื้นฐาน ในเรื่องเตรียมการสำหรับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันและโครงการอาหารเสริมให้มีคุณภาพเตรียมการจัดหาและบริการน้ำดื่ม ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย โดยศธ.ได้ติดต่อกับทางการประปาเพื่อจัดหาน้ำดื่มที่มีคุณภาพให้นักเรียนได้ดื่ม
รวมไปถึงจัดวัคซีนที่เหมาะสมตามช่วงวัย หรือป้องกันโรคติดต่อตามสถานการณ์ และเตรียมการสำหรับการดำเนินการโครงการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียน ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
“ทั้งนี้ยังมีเรื่องของสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิต ที่จะต้องมีการควบคุม กำกับ ดูแล เรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบ ศธ. และมาตรฐานความปลอดภัยของกรมขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบและควบคุมยานพาหนะที่จะใช้ในการเดินทาง เพื่อพานักเรียนและนักศึกษาไปศึกษานอกสถานศึกษา
โดยต้องจัดระเบียบพื้นที่การเดินรถและพื้นที่กิจกรรมให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนให้ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย และสถานศึกษาต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย ปลอดยาเสพติด ปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าฯ โดยครูและผู้บริหารจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เป็นอันขาด และอยากให้มีการเฝ้าระวังการใช้ความรุนแรงทั้งในและนอกลถานศึกษกที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย และจิตใจ”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขอเน้นย้ำถึงเรื่องความร่วมมือของสถานศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอยากให้สถานศึกษาประสานเครือข่ายความร่วมมือกับสถานอื่นและหน่วยงานอื่น เช่น ในด้านความปลอดภัยทางจราจร สามารถประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลูกเสือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นักศึกษาวิชาทหาร และนักเรียนอาสาจราจร
เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกสถานศึกษา ด้านสุขภาพผู้เรียน โดยประสานกับโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้ความรู้ถูกต้องและตรวจสุขภาพผู้เรียน ในด้านทรัพยากรการศึกษา โดยประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน ภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุมทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความจำเป็น
“ขณะเดียวกันสถานศึกษา ควรจะมีแผนเผชิญเหตุความปลอดภัยในและนอกสถานศึกษา โดยเตรียมแผนเผชิญเหตุ และการฝึกซ้อมในการปฏิบัติต่อภัยธรรมชาติ สาธารณภัย ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อุทกภัย แผ่นดินโหว วาตภัย อัคคีภัย และฝุ่นละอองชนาดเล็ก (PM 2.5) และดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษา 3 ขั้นตอน คือ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว