รมว.ศธ. สั่งเข้ม สถานศึกษาแก้บุหรี่ไฟฟ้า ชี้ปัญหาหลักสังคมไทย เร่งสร้างตระหนักรู้พิษภัยโทษ รีบติดเครื่องหมายให้ชัด เขตปลอดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ขู่บุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวข้องฟันวินัยจริงจัง
6 พ.ค.68 – ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานประชุมเสวนาวิชาการ “การป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา” ว่า
บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาหลักของสังคมไทย เพราะสามารถหามาสูบได้ง่าย และหากติดตามข่าวสารก็จะพบว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีลูกเล่นมากขึ้น เพื่อดึงดูดให้คนมาใช้งาน ซึ่งเด็กมีความอยากรู้อยากลองเป็นธรรมดา ฉะนั้นเวทีเสวนาครั้งนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ มีการทบทวนประสบการณ์ของวิทยากร ในการหาวิธีป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดต่างๆ
“การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ผมอยากให้หาต้นเหตุของบุหรี่ไฟฟ้า พยายามทำความเข้าใจและเข้าถึง เพื่อให้เกิดหนทางในการแก้ไข ผมหวังว่าในการเสวนาครั้งนี้ จะทำให้มีกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นและการเสวนาครั้งนี้ ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเพียงแค่ที่ศธ. แต่อยากให้เข้าถึงทุกพื้นที่ เนื่องจากประเทศไทยมี 77 จังหวัด บริบทในการจัดการปัญหาของแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกัน ฉะนั้นอยากให้หน่วยงานการศึกษารับฟัง และนำข้อคิดที่ได้จากงานนี้ไปปรับใช้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของศธ.ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าโดยการสร้างความตระหนักรู้ให้เท่าทันพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ อาทิ สอดแทรกเนื้อหาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม และสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ
“ทั้งนี้ ผมยังให้ผู้รับผิดชอบสถานศึกษาหรือสถานที่ทำงาน จัดให้มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่า เป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นสอดส่อง ดูแลหรือป้องกันมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการสูบ จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใด
และหากมีกรณีตรวจพบ หรือมีการร้องเรียนกล่าวหา หรือกรณีเป็นที่สงสัยว่า ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใดเช้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ในปีการศึกษานี้ศธ. จะมีมาตรการแก้ไขที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า แต่รวมไปถึงสิ่งอบายมุขต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กนักเรียน และหวังว่าหลังการเสวนาครั้งนี้ จะทำให้เกิดมาตรการป้องกันใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
ทั้งนี้ภาพรวมของปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่ส่งผลต่อเด็กนักเรียน คาดว่ามีการลดลง เนื่องจากหากดูสถิติจากปีที่ผ่านมาตั้งแต่ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการมาในการจับกุมกวาดล้าง จะพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถ ทำลายบุหรี่ไฟฟ้าได้มากถึง 10 เท่า ซึ่งเมื่อต้นทางสามารถดำเนินการทำลายแหล่งจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ จึงคาดว่า ปัญหาในเด็กนักเรียนต้องลดลงเช่นกัน
“สำหรับสถานศึกษา ผมเชื่อว่า บทบาทของเจ้าหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา (พสน.) มีพลังอย่างมากในการช่วยตรวจกวดขันปัญหาต่างๆ ของนักเรียน ซึ่งนอกพื้นที่สถานศึกษาฝากเจ้าหน้าที่ พสน. ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองในพื้นที่ด้วย
ที่สำคัญ ผมไม่อยากให้เรื่องของการเอาผิดครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือข้าราชการผู้บริหารกระทรวงที่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ครอบครองจะโดนโทษวินัยเป็นเพียงคำพูดลอยๆ เท่านั้น แต่จะต้องดำเนินการเอาผิดลงโทษทางวินัยอย่างจริงจังเป็นตัวอย่างให้เห็นด้วย เช่น การเพิ่มช่องทางให้มีคนร้องเรียน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการแก้ไขบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ผมทำมาตั้งแต่ปี’68 แล้วและจากการสำรวจพบว่า เราแก้ปัญหานี้ได้อย่างจริงจังและบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาลดลง ดังนั้น ผมขอฝากให้ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเป็นพื้นที่สีขาวของนักเรียนด้วย” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว