ลือหึ่ง! “อว.” เล็งปรับโครงสร้าง ตั้งกรมพัฒนาอุดมศึกษา ลดระดับเหลือซี10 ทำหน้าที่คุมมหา’ลัย อดีตเลขา กกอ.ค้าน ชี้ลดศักดิ์หน่วยงานช่วยแก้ปัญหาระดับประเทศ เกิดขึ้นจริง เกิดผลเสียแน่นอน
13 พ.ค. 68 – นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะมีการปรับโครงสร้าง ขอแบ่งส่วนราชการเพิ่มเติม

ตั้ง “กรมพัฒนาอุดมศึกษา” ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้น เพื่อดูแล มหาวิทยาลัย เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร
โดยส่วนตัวเห็นใจที่ อว. ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง และเข้าใจถึงภารกิจที่สำคัญ แต่ที่ผ่านมาอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ เคยมีการดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่สมัย ที่เป็น ทบวงมหาวิทยาลัย จนเปลี่ยนสถานะมาเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังถือว่ามีการทำงานที่ใกล้ชิด
แต่พอ สกอ.ย้ายมาอยู่ในดูแลของ อว. และอยู่ในอำนาจของปลัดอว. ซึ่งก็มีภาระงานหน้าที่อื่นๆ ที่ต้องดูแล ทำให้ปัจจุบัน สกอ. กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีทิศทาง ส่งผลให้ไม่มีการสร้างงานในเชิงนโยบาย หรือแม้แต่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุดมศึกษาอย่างเข้มข้นจริงจัง
นายภาวิช กล่าวต่อว่า ดังนั้นปัญหานี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่การจัดตั้ง กรมพัฒนาอุดมศึกษา เป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ควรทำ ในอดีตมหาวิทยาลัย ได้รับความสำคัญ หน่วยงานที่จะทำหน้าที่ดูแลต้องมีศักยภาพสูงในสมัยที่เป็นทบวงมหาวิทยาลัย บ่อยครั้ง รัฐมนตรีทบวง จะควบตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญช่วยแก้ปัญหาประเทศ
“การเปลี่ยนให้ผู้ดูแล มหาวิทยาลัย กลายมาเป็นหน่วยงานระดับกรม ผมว่า ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ถือเป็นการลดศักดิ์ของหน่วยงานที่ช่วยแก้ไขปัญหาระดับประเทศลงมา รวมไปถึงจะเป็นการลดขั้นของผู้ดูแลจากระดับปลัด หรือ เลขาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารระดับ 11 ให้เหลือแค่อธิบดีกรมระดับ 10 ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะถือว่า มีตำแหน่งเทียบเท่ากับอธิการบดีฯ ดังนั้นการให้ อธิบดีระดับเดียวกันมาสั่งการจึงอาจเป็นเรื่องแปลก
ทั้งนี้หากจะมีการปรับโครงสร้างจริง ควรให้ สกอ. กลับมามีบทบาท โดยให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ที่มาจากการสรรหาทำหน้าที่กำกับดูแล เช่นเดียวกับศธ. ที่มีผู้บริหารองค์กรหลักระดับเดียวกันถึง 4 คน” นายภาวิช กล่าว
นายภาวิช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ควรจะกำหนดด้วยว่า ผู้ที่จะมาเป็น กกอ. จะต้องมีประสบการณ์เป็นอธิการบดี บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อให้มีความเข้าใจ และสามารถคุยกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้สะดวก เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงอุดมศึกษาด้วยกัน
ทั้งนี้ถ้า กรมพัฒนาอุดมศึกษา เกิดขึ้นจริง จะเกิดผลเสียต่อ มหาวิทยาลัยแน่นอน เนื่องจากการได้มาของอธิบดี จะมาจากการไต่เต้าของข้าราชการภายใน ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้มีอาวุโส หรือบารมีที่จะไปพูดคุยหารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งหมดนี้ คือความเสียหายเบื้องต้นที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน