ลูกจ้าง 600 ชีวิต บุกก.แรงงาน ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง จี้แก้ปัญหาถูกนายจ้างกลั่นแกล้ง แก้ระเบียบจ่ายเงินกองทุนร้อยละ 100 เลิกแจ้งเหตุผลออกจากงาน ปลดออก ไล่ออก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.68 นายชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย ประธานกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม นำสมาชิกกลุ่มแรงงานฯ จาก จ.พระนครศรีอยุธยา, ชลบุรี, กรุงเทพหมานคร, ปทุมธานี และพื้นที่อื่นๆ ราวกว่า 600 คน ชุมนุมที่กระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นข้อเรียกร้องปัญหาด้านแรงงานต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์เป็นผู้รับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยมี นายอารี ไกรนรา เลขานุการรมว.แรงงาน, นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน และตัวแทนกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า กลุ่มแรงงานเพื่อสังคมได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกจ้างจำนวนมาก ทั้งปัญหาการใช้สิทธิตามกฎหมาย ทั้งในส่วนประกันสังคม และในส่วนคุ้มครองแรงงาน พบว่าปัญหาน่าจะสามารถแก้ไขได้ หากเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วยความเข้าใจปัญหา และเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกจ้างเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงเดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือและข้อเรียกร้อง ประกอบด้วย

1.เรื่องเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้พิจารณาแก้ระเบียบการจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากเดิม เป็นให้จ่ายร้อยละ 100 ตามสิทธิที่จะได้รับตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน

2.เรื่องกองทุนประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ให้ยกเลิกสาเหตุการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กรณีปลดออก ไล่ออก (R5) และให้ยกเลิกการรายงานตัว เพื่อลดปัญหาการกลั่นแกล้งของนายจ้าง

“ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) เมื่อลูกจ้างเขียนใบลาออก แต่ลูกจ้างจะเรียกรับเงินคงค้าง เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย ฯลฯ แต่นายจ้างกลับไม่จ่าย เว้นแต่ลูกจ้างจะยินยอมไม่รับค่าจ้าง แล้วจะแจ้งกับประกันสังคมว่า เป็นการลาออกเอง หากลูกจ้างยังเรียกรับค่าจ้างค้างจ่ายอยู่ นายจ้างจะแจ้งกับประกันสังคมว่า ออกจากงานโดยมีความผิด ซึ่งทำให้เสียสิทธิรับเงินว่างงาน ลูกจ้างส่วนใหญ่จึงต้องยอมเขียนยินยอมสละสิทธิรับเงินค่าจ้างของตน เพื่อหวังได้เงินว่างงาน

ซึ่งเจ้าหน้าที่ประกันสังคมไม่ได้ตรวจสอบว่าลูกจ้างมีความผิดหรือไม่ จึงเกิดเป็นการยกเลิกกรณี R5 คือการแจ้งออกแบบมีความผิดทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิ หากยกเลิกช่องทางนี้ได้ ทุกคนที่ลาออกจากงาน ไม่ว่าสาเหตุอะไร จะได้เงินว่างงาน” นายชาญศิลป์ กล่าวและว่า

ที่ผ่านมาเคยรับปากว่า แม้ว่าจะออกจากงานโดยมีความผิด ก็จะมีสิทธิรับเงินชดเชยร้อยละ 30 เทียบเท่ากับการลาออกเอง เพราะนับเป็นความผิดต่อนายจ้าง ไม่ใช่ความผิดต่อประกันสังคม แต่พอเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเรื่องเหล่านี้ก็หายไป วันนี้จึงต้องมาทวง เพื่อลดการกลั่นแกล้งของนายจ้าง และให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเทียบเท่าเทียมกัน

นายชาญศิลป์ กล่าวต่อว่า 3.เรื่องกองทุนเงินชดเชย ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นกรณีที่ 8 คือ สิทธิประโยชน์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง ด้วยเหตุปิดกิจการ ถูกพิทักษ์ทรัพย์ หรือเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ

โดยให้จ่ายสิทธิประโยชน์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้มีสิทธิรับเงินจากกองทุนฯ นี้ จึงมายื่นเรื่องเพื่อให้พิจารณาตั้งกองทุนเงินชดเชยกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง

“โดยจะใช้งบประมาณจากประกันสังคม มองว่าประกันสังคมไม่ได้เสียเงินมากมาย หากเทียบกับสถานกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่กว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะกองทุนฯ จะเกิดขึ้นได้จริง เพื่อแก้ปัญหาการออกมาประท้วงของลูกจ้าง เพราะจะได้เงินจากประกันสังคม” นายชาญศิลป์ กล่าวและว่า 4.แก้ไของค์ประกอบการเลิกจ้าง ให้พิจารณาแก้ไของค์ประกอบการเลิกจ้างจากเดิม ให้เป็น “ไม่ให้งานทำ” หรือ “ไม่จ่ายค่าจ้าง”

ซึ่งกลุ่มลูกจ้างที่เดินทางมาวันนี้ เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้รับค่าชดเชย โดยนายจ้างปิดกิจการหนี ไม่มีหนทางที่จะได้รับค่าชดเชยเด็ดขาด แม้กระบวนการทางกฎหมายหากจะฟ้องศาล ใช้การยึดทรัพย์ แต่นายจ้างก็ไม่มีทรัพย์ให้ยึด และนายจ้างไม่มีเงินจ่าย ซึ่งก็มีความคาดหวังว่าสิ่งที่เรียกร้องไปในวันนี้ จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน