กรุงเทพมหานคร สู้ฝนปี’68 ผนึกกำลัง กทม.-ทล-มทบ.11 แก้น้ำท่วมขังซ้ำซาก ถนนแจ้งวัฒนะ 18 จุดเสี่ยง รีบลอกท่อ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เร่งพัฒนาบึงสีกันเป็นแก้มลิงรับมวลน้ำ มั่นใจรับมือได้
5 มิ.ย. 68 – ที่ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. นำสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการบนถนนแจ้งวัฒนะ
ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมทางหลวง(ทล.) กองบัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 11 ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ พร้อมชมเส้นทางการจัดการน้ำ
ประกอบด้วย 1.แก้มลิงภายใน มทบ.11 2. สถานีสูบน้ำแยกคลองบางตลาด (ตอนศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ) 3. บริเวณหน้าศาลปกครองสูงสุด เพื่อดูเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำผิวถนน ถนนแจ้งวัฒนะ และ 4. บึงรับน้ำสีกัน
นายวิศณุ เปิดเผยแผนจัดการน้ำท่วมถนนแจ้งวัฒนะ และแผนจัดการในภาพรวมว่า ในภาพรวมทั่วกรุงเทพฯ มีจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด แบ่งเป็นท่วมจากน้ำฝน 614 จุด และบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา 120 จุด เป็นผลสำรวจจากปี 2565 ที่มีปริมาณฝนถึง 2,200 มิลลิเมตร (มม.)
ทำให้ปัจจุบัน กทม. รู้จุดอ่อนและจุดเสี่ยงแต่ละพื้นที่ จึงนำเทคโนโลยีคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 1-3 ชั่วโมงมาใช้ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ได้ทันเวลา ในกรณีมีปริมาณฝน 100 มิลลิเมตรขึ้นไป จุดเปราะบางต่างๆ จะเกิดน้ำท่วมขังแน่นอน เช่น ย่านพัฒนาการ ย่านบางนา เป็นต้น แต่การพยากรณ์ล่วงหน้าทำให้เตรียมตัวได้ทัน สามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้น
โดยแบ่งการจัดการน้ำเป็นระยะตั้งแต่ก่อนฤดูฝน มีการขุดลอกท่อและคูคลอง ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน เช่น สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ ประตูระบายน้ำ และท่อต่างๆ เป็นต้น
ระยะฝนตก มีการติดตามสถานการณ์โดยศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยในจุดท่วมขัง ฝนตกหนัก ส่วนระยะหลังฝนตก ต้องเร่งระบายน้ำโดยเร็ว ตามหลักการคือ กำจัดสิ่งกีดขวาง ทำให้น้ำจากผิวถนนไหลลงท่อระบายน้ำ สู่คลองสายย่อยและคลองสายหลัก เพื่อระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเร็วที่สุด
ปัจจุบันจุดเสี่ยงที่กังวลเรื่องน้ำท่วมคือ บริเวณจุดก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะเขตดอนเมือง ถนนช่างอากาศอุทิศ ถนนประชาอุทิศ มีประชากรอาศัยจำนวนมาก และอยู่ระหว่างก่อสร้างปรับปรุงขนาดท่อระบายน้ำในหลายจุด แต่ได้วางแผนเฝ้าระวังรับมือไว้แล้ว
ส่วนพื้นที่อื่นๆ หากมีฝนตกหนัก มั่นใจว่าจากการปรับปรุงจุดเสี่ยงที่ผ่านมา ช่วยระบายน้ำได้เร็วขึ้นแน่นอน หรือหากประชาชนพบจุดเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มเติม สามารถแจ้งผ่านระบบทราฟฟี่ ฟองดูว์ได้ทันที เพื่อแก้ไขปรับปรุงต่อไป ที่ผ่านมาการระบายน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของ กทม.ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมง
นายวิศณุ กล่าวต่อว่า จุดเสี่ยงทั้ง 737 จุดในกรุงเทพฯ รวมพื้นที่เอกชนไว้ด้วย แต่ปัญหาคือ บางพื้นที่ กทม.ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปจัดการ จึงแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเปิดทางระบายน้ำรอบนอก ส่วนพื้นที่ที่ได้รับความร่วมมือจากเอกชนและหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ จึงสามารถบริหารจัดการและแก้ไขน้ำท่วมได้มากขึ้น
โดยเฉพาะถนนแจ้งวัฒนะ มีจุดเสี่ยงน้ำท่วม 18 จุด แบ่งเป็นจุดที่มีน้ำท่วมประจำ 5 จุด เช่น บริเวณหน้า มทบ.11 ศาลปกครอง ซอยแจ้งวัฒนะ 10 หรือจากคลองประปาถึงถนนวิภาวดีฯ และในซอยย่อยตามหมู่บ้าน 13 จุด
แนวทางแก้ไขคือ แบ่งการจัดการเป็นแจ้งวัฒนะฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ในส่วนแจ้งวัฒนะฝั่งเหนือ บริเวณซอยแจ้งวัฒนะ 14 เขตหลักสี่ เป็นจุดน้ำท่วมสำคัญ โดยเฉพาะในหมู่บ้านเมืองทองนิเวศน์ที่มีน้ำท่วมมาก กทม.จึงได้เจรจาขอใช้พื้นที่บึงสีกันภายในหมู่บ้าน เพื่อปรับปรุงให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้นจากเดิม 50,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร
โดยสำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้พิจารณาแล้วสามารถพัฒนาให้เป็นแก้มลิงได้ ใช้วิธีต่อท่อระบายน้ำจากถนนแจ้งวัฒนะ 14 และหมู่บ้านดังกล่าว เพื่อระบายน้ำสู่บึง ซึ่งบึงสีกันเชื่อมต่อคลองบางพูด และคลองบางพูดไปเชื่อมต่อกับคลองตาอูฐ เมื่อสามารถพัฒนาบึงให้เป็นแก้มลิงและเชื่อมต่อท่อระบายน้ำดังกล่าวแล้ว จะสามารถควบคุมน้ำในบึงให้มีระดับต่ำลงได้ ทำให้มีพื้นที่เหลือสำหรับสูบน้ำจากซอยแจ้งวัฒนะ 14 และพื้นที่ใกล้เคียงลงบึงได้มากขึ้น และสามารถระบายน้ำจากบึงออกสู่คลองบางพูดและคลองตาอูฐ เพื่อระบายออกคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นคลองหลักสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป
นอกจากนี้ ได้เพิ่มกำลังสูบน้ำและทำเขื่อนในคลองตาอูฐ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำ และทำเขื่อนที่คลองเปรมประชากร เพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับ กรมทางหลวงได้ลอกท่อถนนแจ้งวัฒนะ ทำให้น้ำระบายจากต้นทางสู่ปลายทางได้เร็วขึ้น
ส่วน แจ้งวัฒนะฝั่งใต้ ได้รับความร่วมมือจาก มทบ.11 ในการทำแก้มลิงในพื้นที่ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณด้านหน้า มทบ.11 จำนวน 2 เครื่อง และด้านใน 3 เครื่อง เพื่อระบายน้ำลงถนนหมายเลข 10 ตามอัตราการระบายน้ำ 16,000 ลบ.ม./ชั่วโมง
รวมถึงมีการก่อสร้างโครงการสถานีสูบน้ำคลองบางตลาดใกล้กับศูนย์ราชการฯ ความลึกประมาณ 7 เมตร สามารถสูบน้ำได้ประมาณ 8 ลบ.ม./วินาที เพื่อเร่งระบายน้ำย่านแจ้งวัฒนะลงคลองบางตลาดสู่คลองเปรมประชากรและแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสถานีสูบน้ำคลองบางตลาดและแก้มลิงใน มทบ.11 เป็นจุดบริหารน้ำหลักในพื้นที่แจ้งวัฒนะฝั่งใต้
ในส่วนบริเวณหน้าโลตัสแจ้งวัฒนะ มีปัญหาน้ำท่วมมาตลอด ปัจจุบันมีการเชื่อมท่อลงแก้มลิงใน มทบ.11 แล้ว คาดว่าจะบรรเทาน้ำท่วมได้มากขึ้น
นายวิศณุ กล่าวด้วยว่า ส่วนการก่อสร้างปรับปรุงคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิตในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ซึ่งเป็นจุดน้ำท่วมหนักเนื่องจากอยู่ระหว่างก่อสร้าง หากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยระบายน้ำได้มาก เบื้องต้นสำนักการระบายน้ำได้ร่วมมือกับกรมทางหลวงในการเปิดทางระบายน้ำเพิ่มเติมและเฝ้าระวังเพื่อบรรเทาน้ำท่วม โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จทันฤดูฝนปี 2569
นอกจากนี้ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอีกหลายส่วนที่กรมทางหลวงกำลังเร่งดำเนินการ เช่น การขยายท่อระบายน้ำขนาด 4 เมตร ใต้แนวถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะช่วยการระบายในอนาคตได้มาก
“การแก้ปัญหาน้ำท่วมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะ กทม.ไม่ได้รับผิดชอบพื้นที่ทั้งหมด ต้องขอบคุณ มทบ.11 และกรมทางหลวงที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” รองผู้ว่าฯวิศณุ กล่าว