สธ. สั่งด่วน ลงพื้นที่ช่วยเหตุพลุระเบิด สุพรรณบุรี เร่งตรวจสารปนเปื้อน แหล่งน้ำ-ในดิน ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ ครอบครัวผู้เสียชีวิต-ชาวบ้าน เคยประกาศควบคุมเข้ม แต่เกิดเหตุซ้ำ ย้ำต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง
30 ก.ค. 68 – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงกรณีเหตุพลุระเบิดในพื้นที่ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยภายหลังเกิดเหตุ ได้สั่งการอย่างเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ สธ. ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบแล้ว

ซึ่งขณะนี้ นพ.รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) สุพรรณบุรี พร้อมด้วย ทีม MCATT จำนวน 8 คน ทีมแพทย์ฉุกเฉินพยาบาลโรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยายมราช จำนวน 8 คน ทีมนิติเวชจำนวน 5 คน และรถ รพ. Standby จำนวน 3 คัน ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบแล้ว โดยผู้บาดเจ็บ 2 ราย
เบื้องต้นเข้ารับการรักษาที่ รพ.เจ้าพระยายมราช ซึ่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน (ER) คือ นางนันทนา พันธ์ซาว อายุ 44 ปี มีบาดแผลไฟไหม้ ร้อยละ 67.5 ของร่างกาย ขณะนี้ใส่ท่อช่วยหายใจ อยู่ระหว่างการดูแลรักษาในห้องฉุกเฉิน และนายชุมพล พันธ์ซาว อายุ 39 ปี มีภาวะวิตกกังวล ได้รับการประเมินและให้ยาคลายความวิตกกังวลแล้ว ขณะนี้พักรักษาอยู่ที่ห้องฉุกเฉินเช่นกัน

รมว.สธ. กล่าวว่า ยังได้สั่งการให้กรมอนามัย ลงพื้นที่ตรวจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะสารปนเปื้อนจากเคมีทั้งในแหล่งน้ำ หรือ ในดิน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน รวมถึงให้ทีม MCATT เร่งประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และประชาชนในบริเวณใกล้เคียงเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อด้านจิตใจเป็นอย่างมาก
จากเหตุที่เกิดขึ้น ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะตนดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เกิดเหตุโรงงานพลุระเบิด ที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 ก็ได้มีการประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้วางแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวไว้ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ได้มีการปฎิบัติอย่างเต็มที่หรือไม่ ถึงยังมีการเกิดเหตุซ้ำในจังหวัดเดียวกันอีก

“ขณะนั้น ได้มีการแก้ประกาศ 5 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน เพื่อเพิ่มการควบคุมให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ให้มีเขตกันชนระหว่างโรงงาน กับพื้นที่โดยรอบ อาทิ กำแพง คูน้ำ คันดิน โดยเป็นที่น่าเสียใจ
ผมได้ประชุมวางหลักเกณฑ์การดูแลความปลอดภัยทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุอีก ก็อาจควรมีการตั้งกรรมการสอบว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามแนวทางที่ได้วางไว้หรือไม่” นายสมศักดิ์ กล่าว