แพทย์ แจงเหตุ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ งดรับ ‘ผู้ป่วยกัมพูชานอกเวลา’ ชี้ เป็นการบริหารทรัพยากร ยกเคสโควิด-19 เทียบ ยันยึดหลักสากล ไม่ได้โต้ปมชายแดนไทย-เขมร เน้นรักษาชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน
31 ก.ค. 68 – นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และ นายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ลงนามในบันทึกข้อความ เรื่อง ขอยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชาและการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา ว่า
จากกรณีดังกล่าวนี้ ตนได้เห็นข้อมูลผ่านทางสื่อแล้ว ซึ่งเข้าใจว่า เป็นการดำเนินงานในส่วนของคลินิกพิเศษ หรือคลินิกนอกเวลา ตนมีความกังวลในเรื่องของการสื่อสาร ที่อาจจะส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากบันทึกข้อความภายในโรงพยาบาลนั้น เป็นการสื่อสารให้ทราบกันภายในของโรงพยาบาล แต่เมื่อมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ข้อความที่ไม่ได้ปรากฏในบันทึกข้อความนั้น อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเข้าใจผิดได้
นพ.ฆนัท กล่าวว่า ตนในฐานะแพทย์ ขอแสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ดำเนินการ โดยเข้าใจดีว่า ผู้ป่วยนอกเวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน และสามารถปรับไปรับการรักษาจากแหล่งอื่นได้
ปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนสร้างความท้าทายอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุข ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสำรองทรัพยากรและบริการให้เพียงพอสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน การจำกัดการรับผู้ป่วยนอกเวลา รวมถึงผู้ป่วยชาวต่างชาติ จึงเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันปัญหาทรัพยากรโรงพยาบาลไม่เพียงพอ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พบได้บ่อยในสถานการณ์วิกฤตคล้ายกัน
นพ.ฆนัท กล่าวว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563-2564 ที่หลายโรงพยาบาลทั่วประเทศ รวมถึง รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ต้องงดรับผู้ป่วยนอกเวลา เพื่อนำทรัพยากรทั้งหมด เช่น เตียง ICU และบุคลากรทางการแพทย์ มาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลยังคงเปิดแผนกฉุกเฉินเพื่อดูแลผู้ป่วยทุกกรณีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ตามหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการให้การช่วยเหลือทุกชีวิตที่ต้องการการรักษาโดยไม่มีการงดรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้เลย
“แนวทางนี้ไม่ได้เป็นการตอบโต้ หรือแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์สงครามแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการตามหลักสากล เพื่อให้การดูแลในภาวะวิกฤตมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นลำดับแรก
ทั้งนี้ ผมทราบว่ามีบางกลุ่ม โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ ที่อาจไม่เข้าใจและแสดงการต่อต้านต่อการตัดสินใจนี้ ผมจึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการนี้ด้วยใจเป็นกลาง
พร้อมร่วมกันสนับสนุนระบบสาธารณสุขของชาติ ในยามที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลือ หวังว่าความเห็นนี้ จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจสถานการณ์ และเห็นถึงเจตนาดีของโรงพยาบาลได้ดียิ่งขึ้น” นพ.ฆนัท กล่าว