สธ. แจ้งเหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทำชาวบ้าน 4 จว. อีสานใต้เครียดสูง คาดเกิน 2 พันคน เสี่ยงสูงทำร้ายชีวิตตัวเอง ปลื้มแพทย์ นักรบแนวหลัง ดูแลรักษาชีวิตปชช.ยามเจ็บป่วยเต็มกำลัง
31 ก.ค. 68 – นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกลุ่มคนไม่เห็นด้วยในเรื่องการเจรจาหยุดยิงของรัฐบาลไทย เข้าสู่การเจรจาในระดับทวิภาคี ยุติความรุนแรงระหว่างไทย-กัมพูชา ยังคงยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดกระแสทางด้านลบต่อรัฐบาล ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนใต้ (อีสานใต้) และขยายวงกว้างไปสู่จังหวัดต่างๆ ที่ติดกับประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ ตนได้รับคำสั่งจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ติดตามการทำงานและประสานระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ใน จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ ตั้งแต่ก่อนมีการสู้รบกันระหว่างไทย-กัมพูชา โดยรมว.สธ. ได้ส่งชุด MCATT ประกอบด้วย แพทย์ และ นักจิตวิทยาลงพื้นที่ตามชุมชนต่างๆ เพื่อเยียวยาสภาพทางจิตใจ คลายความเครียดให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ก่อนเกิดการสู้รบกัน
นายจิรพงษ์ กล่าวว่า จากข้อมูลการติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และการสาธารณสุข PHEOC พบว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลสังกัด สธ.ปิดบางส่วน 7 แห่ง ปิดให้บริการ 12 แห่ง ได้แก่ อุบลราชธานี 3 แห่ง ศรีสะเกษ 2 แห่ง สุรินทร์ 5 แห่ง บุรีรัมย์ 4 แห่ง ตราด 2 แห่ง และ สระแก้ว 3 แห่ง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในไปแล้ว 656 ราย กระจายไปยัง 34 โรงพยาบาลในเขตพื้นที่สีส้มและสีเขียวใน 6 จังหวัดดังกล่าว การที่กัมพูชาโจมตีบ้านเรือนประชาชน ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้งสิ้น 156,966 คน จาก 6 จังหวัด เป็น 7 จังหวัด รวม จ.จันทบุรี ด้วย
“ซึ่งตัวเลขจำนวนกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิงชั่วคราวมีถึง 29,138 ราย แบ่งเป็น ผู้พิการ 808 ราย ผู้สูงอายุ 20,807 ราย ผู้ติดเตียง 671 ราย หญิงตั้งครรภ์ 246 ราย เด็กเล็ก 0-5 ปี 6,061 ราย ผู้ป่วยฟอกไต 175 ราย และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง 370 ราย
โดย สธ.จัดเจ้าหน้าที่ประจำดูแลศูนย์พักพิงถึง 2,470 คน ให้บริการทางการแพทย์ดูแลผู้อพยพในศูนย์ที่มีอยู่ 534 ศูนย์ ในกรณีที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินจะมีทีม EMS ช่วยส่งต่อผู้ป่วยไปยัง 38 โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ที่เปิดรองรับผู้ป่วยใน 7 จังหวัด” นายจิรพงษ์ กล่าว
รองโฆษก สธ. ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สิ่งที่เป็นกังวลใจอย่างยิ่งคือ จากรายงานผลปฏิบัติการคัดกรองของทีม MCATT ที่เข้าพื้นที่ล่วงหน้าก่อนมีการสู้รบ ได้คัดกรองผู้อพยพไปแล้วว่า 29,549 คน พบว่าในศูนย์อพยพ จ.อุบลราชธานี ผู้อพยพมีความเสี่ยงซึมเศร้า 165 คน คิดเป็นร้อยละ 0.97 เสี่ยงค่าตัวตาย 13 คน คิดเป็นร้อยละ 0.08
ที่ศูนย์อพยพ จ.ศรีสะเกษ ผู้อพยพมีความเสี่ยงซึมเศร้า 299 คน คิดเป็นร้อยละ 8.39 เสี่ยงฆ่าตัวตาย 81 คน คิดเป็นร้อยละ 2.27 และใน จ.สุรินทร์ พบว่า มีความเครียดสูง 349 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.30 เสี่ยงฆ่าตัวตาย 75 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.79
“จะเห็นได้ว่า ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกันอย่างรุนแรง เช่น ศรีสะเกษ และ สุรินทร์ มีเปอร์เซ็นต์เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงมาก คำนวณตามสัดส่วนแล้ว คาดว่า จะมีผู้ป่วยเสี่ยงฆ่าตัวตายถึงกว่า 2,070 ราย ถ้าสถานการณ์การสู้รบยังไม่คลี่คลายลง
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ สธ ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อดูแลผู้อพยพ รวมถึงให้กำลังใจแก่แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่แนวหน้า และขอให้ดูแลผู้อพยพอย่างเต็มกำลัง พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกๆ ด้าน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีก เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วคงให้ทางทีม MCATT ยังติดตามเยียวยาดูแลจิตใจประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
โดยนอกจากขอสดุดีทหารกล้าปกป้องแผ่นดินไทยแล้ว ขอชื่นชมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง ในสถานการณ์การสู้รบ ที่มีการโจมตีโรงพยาบาล เป็นนักรบแนวหลังดูแลรักษาชีวิตของประชาชนในยามเจ็บป่วย” นายจิรพงษ์ กล่าว