เลขา ป.ป.ส. โชว์ผลงานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดก่อนปิดงบ 2568 อัตรากลับมาเสพซ้ำน้อยสุดเพียง 5% ส่วน 80% ไม่หวนเสพ ใช้ชีวิตปกติในสังคม

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 3 ก.ย.2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย Ms.Delphine Schantz (น.ส.เดลฟีน ช้านท์ซ) ผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก คณะเจ้าหน้าที่ประสานงานยาเสพติดต่างประเทศประจำประเทศไทย (Foreign Anti-Narcotics Community-FANC) และประชาชน

ร่วมกิจกรรม “Best Practices: The Next Chapter ต่อยอดต้นแบบ สู่ก้าวใหม่ที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในรอบปีงบประมาณ 2568 ชูต้นแบบโมเดลแห่งความสำเร็จของชุมชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมแนวทางการต่อยอดไปสู่ความยั่งยืน

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า เดือน ก.ย. คือ เดือนสิ้นปีงบประมาณ 2568 ดังนั้น เมื่อครบสิ้นปีงบประมาณ ในประมวลกฎหมายยาเสพติด ได้ระบุให้สำนักงาน ป.ป.ส. มีหน้าที่รายงาน ประเมิน และติดตามแผนการปฏิบัติงานตามที่นโยบายรัฐบาลกำหนด ทั้งโครงการ Seal Stop Safe หรือโครงการ NO Drugs, NO Dealers ซึ่

งเราจะต้องนำมาประเมินผล ประกอบกับผู้แทน UNODC จะได้รายงานสภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะแหล่งผลิตก็ยังคงมีการผลิตยาเสพติดสูง แต่แผนการปฏิบัติในการสกัดกั้นที่รัฐบาลกำหนดขึ้นนั้น ก็มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ทะลักเข้าไทย เช่น เฮโรอีน ไอซ์ มักเป็นยาเสพติดที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศปลายทาง

ส่วนปัญหาหลักเรื่องยาเสพติดของไทยยังคงเป็นยาบ้าดังเดิม ซึ่งตนมองว่าปัญหาการแตกหักเรื่องแก้ไขยาบ้าอยู่ที่ชุมชนหมู่บ้าน เราจะทำอย่างไรให้เขาลุกขึ้นมาสู้พร้อมเพรียงกับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทำให้ในวันนี้เรามีเวทีในการโชว์ Best Practice Showcase เพื่อให้เห็นตัวแทนจากชุมชนที่ทำได้จริง

ยกตัวอย่าง ธวัชบุรีโมเดล โรงเรียนแสงแห่งความหวังโมเดล อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ หรือ ท่าอิฐโมเดล จ.นนทบุรี เป็นต้น ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะนำเอาความเข้มแข็งของชุมชนเหล่านี้ไปต่อยอดกับชุมชนอื่นทั่วประเทศต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับมิติในเชิงวิชาการ เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเราได้ยกร่างข้อมติขอให้สมาชิกในเวที UNODC ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ช่วยกันรับข้อมติและสนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนา “ยาทดแทนยาบ้า” เพราะปัญหาของประเทศ เรื่องยาบ้าคืออันดับหนึ่ง

ซึ่งก็ได้รับการเสนออย่างดีจนเราได้ทำบันทึกลงนาม หรือ MOU กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาวิจัยหายาทดแทนยาบ้า แต่ไม่ใช่การผลิตยาบ้ามาแข่ง ซึ่งกลไกก็จะคล้ายกับคนที่ติดเฮโรอีน แต่มีเมทาโดน ที่มาใช้ทดแทน ลดความอันตรายความรุนแรงได้

ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผลรายงานการศึกษาที่เป็นประโยชน์ เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือรักษาบำบัดผู้ติดยาบ้าได้ ซึ่งทราบว่าได้มีการนำร่องใน รพ.ธัญลักษณ์ขอนแก่น และ รพ.ธัญลักษณ์เชียงใหม่ ซึ่งทางอาจารย์ที่อยู่ในทีมวิจัยพัฒนาก็ได้ขอเวลาอีก 6 เดือน แล้วจะมีการรายงานความคืบหน้ามายัง ป.ป.ส.

และต้องขอย้ำว่าสิ่งที่นำไปทดลองกับผู้ติดยาบ้านั้น เป็นตัวยาอยู่แล้ว และด้วยความที่เป็นผู้ป่วยก็จะต้องผ่านความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วย ว่าจะต้องมีการใช้ทดลองกับผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการป่วยดังกล่าว ซึ่งทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ได้อนุมัติให้ทีมอาจารย์ที่พัฒนาวิจัยยาทดแทนยาบ้าไปทำการใช้ยาตัวนี้ทดลองกับผู้ที่ติดยาบ้าแล้ว ซึ่งคาดว่าราวปีเศษจะเห็นความคืบหน้า ว่าได้ผลอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะรักษาให้หายไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการติดยาบ้า

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถิติคนที่เข้าร่วมโครงการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดและได้ผลดีนั้น ตนต้องบอกว่าผู้ที่สมัครใจเข้าสู่โครงการฯ ก็จะใช้การบำบัดในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีจำนวนไม่เหมือนกัน เช่น บางพื้นที่ 100 คน เข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่ก็พบว่ามีการกลับมาเสพซ้ำ 20% หรือบางพื้นที่พบว่ามีจำนวนคนกลับมาเสพซ้ำ 5% เรียกได้ว่า อัตราคนที่ไม่ได้กลับมาเสพซ้ำมีถึง 80%

อย่างไรก็ดี กระบวนการบำบัดของศาล ที่เรียกว่า “คลินิกจิตสังคมในระบบศาล“ ซึ่งศาลจะมีเจ้าหน้าที่ในการพูดคุยให้คำปรึกษากับผู้เสพด้วยตัวเอง ทราบว่าในปี 2568 มีผู้ที่เข้ามาในกระบวนการนี้ของศาลประมาณ 90,000 ราย และมีการกลับมาเสพซ้ำเพียง 1.63% ถือว่าน้อยมาก ส่วนความเปลี่ยนแปลงของสภาพปัญหานักเสพที่มีอาการจิตเวช คลุ้มคลั่งก่อเหตุในสังคมนั้น ตนได้มีโอกาสพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ เดือนละ 2 ครั้ง

และตนมีตัวชี้วัด ที่จะเห็นภาพชัดเจนโดยให้แต่ละจังหวัดได้ประเมินว่ามีผู้ติดยาเสพติดกี่คน ซึ่งในอีก 27 วันจะสิ้นปีงบประมาณ 2568 ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานมาว่า มีการนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดและส่งคืนสู่สังคม ประมาณ 190,000 ราย

ดังนั้น ตรงนี้เราเองก็มี ONCB News ตนได้ติดตามว่าเวลามีเหตุการณ์คนคลุ้มคลั่งทำร้ายร่างกายบุพการี หรือลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ที่เกิดจากยาเสพติด ระบบ ONCB News จะมีการเก็บสถิติ ซึ่งเมื่อปี 2567 มีข่าวลักษณะนี้ 670 ข่าว แต่ในปัจจุบันที่กำลังจะครบปีงบ 2568 กลับมีข่าวลักษณะดังกล่าวเพียง 170 ข่าว แสดงว่าแผนการปฏิบัติหรือนโยบายรัฐบาลมันมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ เปิดเผยถึง ผลการพูดคุยกับผู้นำในประเทศต่าง ๆ เพื่อขอความร่วมมือช่วยสกัดกั้นสารเคมีภัณฑ์ตั้งต้นที่ส่อนำมาใช้ผลิตยาเสพติด ว่า อย่างที่เราทราบกันดีว่าแหล่งพื้นที่การผลิตยาเสพติดจะอยู่ในรัฐฉานเหนือและรัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา แต่อยู่ในเขตควบคุมของว้า

ฉะนั้น ยาเสพติดหากไม่มีสารตั้งต้น ก็ไม่สามารถผลิตยาเสพติดได้ ซึ่งสารเคมีตั้งต้นจะมาจากประเทศอินเดีย ผ่านมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เข้าสู่แหล่งผลิต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เข้ามาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และค่อยเข้าสู่แหล่งผลิตเช่นเดียวกัน

ดังนั้น 2 เดือนที่แล้ว ตนได้เชิญเลขาธิการ ป.ป.ส. ประเทศอินเดีย มาพูดคุยหารือที่ประเทศไทย เพื่อขอให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวางมาตรการเพื่อให้สารตั้งต้น โดยเฉพาะคาเฟอีน และซูโดอีเฟดรีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการใช้ผลิตยาบ้า ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิต

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วตนได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ เพื่อขอคุยกับทางผู้แทนประเทศจีน และเมียนมา ซึ่งทั้งสามประเทศได้มีการเปิดอกคุยกัน เราต้องแสดงความจริงใจต่อกันว่าต้องช่วยเหลือกันจริง ๆ เพราะยาเสพติดมันกระทบต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก จึงได้ขอให้ในพื้นที่ที่ประเทศเมียนมาสามารถควบคุมและกำกับได้ ขอให้เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นไม่ให้สารตั้งต้นเข้าไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติด

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวถึงการเริ่มต้นวิจัยศึกษาพัฒนา AI NOSE โดยร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษา ว่า เนื่องด้วยสารเสพติดในประเทศไทยมีทั้งยาบ้า เฮโรอีน ไอซ์ เคตามีน แฮปปี้วอเตอร์ เป็นต้น และปัจจุบันนี้เราตรวจโดยที่คิดว่าคนนี้ถ้าใช้ยาเสพติด เราจึงจะมีน้ำยาเข้าไปตรวจ ซึ่งใน 1 ปี รัฐเสียเงินในการซื้อน้ำยาตัวนี้ประมาณ 200 ล้านบาท แต่ประเทศที่มีการทำ AI NOSE สำเร็จคือประเทศเบลเยียม

โดยมีการพัฒนาให้เป็นตัวกล้องติดไว้ที่ปกเสื้อของเจ้าหน้าที่ และเมื่อเดินผ่านบุคคลใดก็ตาม หากบุคคลนั้นมีการใช้ยาเสพติด แค่กลิ่นไอของลมหายใจผ่านก็ขึ้นเตือนเลยว่าคนนี้มีการใช้ยาเสพติด แต่ของเราในขณะนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้มีการพัฒนาศึกษา AI NOSE

ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง ถ้าหากโครงการนี้สำเร็จ จะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐ ที่จะไปซื้อชุดตรวจยาเสพติด และยังจะช่วยในการสืบสวนเรื่องยาเสพติด เพราะเวลาที่มียานพาหนะขับผ่าน เราจะไม่รู้เลยว่าภายในมีการบรรทุกยาเสพติดหรือไม่ แต่อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยดูได้ว่ารถคันดังกล่าวมีการบรรทุกลำเลียงยาเสพติดอยู่หรือไม่

ส่วนจะพัฒนาให้เหมือนประเทศเบลเยียมที่เป็นอุปกรณ์กล้องติดปกเสื้อหรือไม่ ก็ต้องศึกษาไปก่อน โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยได้เสนอแนวคิดเข้ามา ก่อนลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อที่จะใช้กองทุนเข้าไปสนับสนุนในการผลิตต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน