แม่ปูนา แจงปมดราม่า ซีอีโอแมน ธุรกิจพังเพราะคลิปนั้น ทนายรัชพลเผย อาจเป็นสัญญาเงินกู้ยืมที่ถูกพลางเป็นสัญญาร่วมลงทุน ส่อเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ย.68 ที่สำนักงานทนายรัชพล อ.เมือง จ.นนทบุรี แม่ปูนา หรือ นางรชต คำรอด พร้อม น.ส.พิชญานัน ปานทอง หรือทนายเฟิร์น เดินทางเข้าพบ ทนายรัชพล ศิริสาคร ขอความช่วยเหลือกรณีแม่ปูนาเกิดข้อพิพาทกับ นายพีรพล ทักษิณทวีทรัพย์ หรือ ซีอีโอแมน เสี่ยเต๊นท์รถมือสองคนดัง เพื่อขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาการร่วมลงทุนในธุรกิจ ปูนาฟ้าใส อ่านข่าว เคลียร์ไม่จบ แม่ปูนา ขอเลิกสัญญา CEO แมน แต่ยังไม่พร้อมคืนเงิน-ขอคุยทนายก่อน
แม่ปูนา เปิดเผยว่า วันนี้ที่ตนเดินทางมาขอคำปรึกษากับ ทนายรัชพล หลังปล่อยให้เรื่องราวผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วเพราะกระแสข่าวที่ออกไปค่อนข้างแรง ส่งผลกระทบกับธุรกิจที่ทำอยู่ จนทำให้ไม่สามารถขายของได้ ตนจึงอยากออกมาชี้แจงในอีกมุมหนึ่ง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดมาจากการที่คุณแมนลงโพสต์ในโซเชียล ว่ามีงบ 300 ล้านเพื่อหาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วสนใจให้ติดต่อกลับไป
หลังจากตนพบโพสต์ดังกล่าวก็ได้เริ่มศึกษาข้อมูล ประกอบกับมีคลิปเกี่ยวกับการลงทุนที่คุณแมนโพสต์ จึงติดต่อไปหาคุณแมน วันที่ 22 พ.ค.68 เพื่อเสนอแผนงานธุรกิจ หลังจากเสนอแผนงาน คุณแมน ได้ตอบกลับว่าสนใจร่วมลงทุน พร้อมขอรายละเอียดธุรกิจของตนไป โดยบอกว่าจะมีงบร่วมลงทุนให้ 3 ล้านบาท แต่ตนต้องการแค่ 2 ล้านบาทเท่านั้น เพราะต้องการนำเงินไปลงทุนทำโรงงานและห้องเย็น
โดยมีการตกลงว่าจะจ่ายกำไรให้ในแต่ละเดือน จนวันที่ 30 พ.ค. ตนเข้าไปหาคุณแมนเพื่อตกลงธุรกิจ ซึ่ง คุณแมนขอกำไร 30% จากเงินทุน 2 ล้านบาท พร้อมรับปากว่าจะช่วยเหลือด้านการตลาด และดันยอดขายให้เกิน 10 เท่าจากที่ตนมีอยู่ ซึ่งสามารถตกลงกันได้ที่ 25% โดยคุณแมนให้เงินตนมาลงทุนเพียง 1 ล้านบาท และทำหนังสือสัญญาร่วมทุนว่าจะปันผลกำไรทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เดือนละ 250,000 บาท
แม่ปูนา กล่าวต่อว่า หลังจากรับเงินมาลงทุนครบ 1 เดือน วันที่ 1 ก.ค.68 ตนนำเงินสดไปจ่ายให้ 250,000 บาทครบถ้วน ซึ่งในตอนนั้นตนขายของดีมาก ยอดขายหลักล้าน พอถึงกำหนดชำระครั้งที่ 2 ตนได้นำเงินไปจ่ายวันที่ 1 ส.ค.68 อีก 250,000 บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 6 ส.ค. คุณแมนโพสต์คลิปพูดในลักษณะว่าตนจะมาขอเพิ่มเงินลงทุนอีก 1 ล้านบาท แต่คุณแมนปฏิเสธที่จะร่วมลงทุนต่อแล้วนำคลิปที่มีรูปตนไปโพสต์ข้อความว่า “ให้มาดูสิว่าแม่ปูนาจะไปต่อได้อีกแค่ไหน คิดเห็นอย่างไรให้คอมเมนต์มา”
ทำให้ผู้ติดตามเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทางไม่ดีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนตนกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาของเอฟซีเขา กระแสดังกล่าวทำให้ยอดขายตกลงจนไม่สามารถขายของได้เลย ตนจึงไปปรึกษาทนายความคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง รวมทั้งยังส่งหลักฐานเข้าไปให้ด้วย จากนั้นในวันที่ 14 ส.ค. ตนเดินทางเข้าพบทนายเพื่อให้หาทางออก โดยทนายได้ยื่นเอกสารไปที่นายทุน วันที่ 15 ส.ค. โดยให้นายทุนติดต่อกลับภายใน 7 วันเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยและขอยุติสัญญา
ผ่านไป 10 วันยังไม่มีการติดต่อกลับมา จนกระทั่งวันที่ 27 ส.ค. คุณแมนโทรมาหาตนแต่ตนไม่ได้รับ เนื่องจากกำลังลงของอยู่ คุณแมนได้ให้ตนเข้าไปพบในวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนจึงตอบกลับไปว่าขอปรึกษาทนายก่อนว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งทนายแนะนำให้เข้าพบเพื่อเจรจาคืนเงินที่ค้างอีก 500,000 บาท แต่ตนมองว่าธุรกิจของตนได้รับความเสียหายจากการทำคลิปดังกล่าวจนแทบขายของไม่ได้เลย ตนจึงขอตัดสินใจปรึกษากับทนายความก่อน ทำให้คุณแมนอัดคลิปที่พูดคุยโทรศัพท์กับตนมาลงคลิปต่ออีก ทำให้เอฟซีเขาเข้ามาโจมตีกล่าวหาว่าตนเป็นมิจฉาชีพ
แม่ปูนา กล่าวอีกว่า หลังจากตนอธิบายว่าการทำคลิปดังกล่าวของคุณแมนทำให้ตนเกิดความเสียหายทางธุรกิจ จากนั้นคุณแมนก็ขอโทษตน และบอกว่าเดี๋ยวจะทำคลิปอธิบายแก้ไขให้กับตนใหม่ ว่าตนไม่ใช่มิจฉาชีพ เพื่อให้ตนสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ตนมองว่าสาเหตุที่เกิดปัญหาขึ้น มาจากการทำคลิปของเขา ทั้งๆ ที่ตอนทำสัญญาร่วมลงทุนกันในตอนแรก ตนได้ผลตอบรับที่ดีในธุรกิจ มีเงินนำไปจ่ายคืนให้กับเขาได้เดือนละ 250,000 บาท สองเดือนติดต่อกัน
แม่ปูนา กล่าวต่ออีกว่า เท่าที่ตนทราบมีเจ้าของธุรกิจที่ถูกคุณแมนไปร่วมลงทุนแล้วเกิดความเสียหายหรือได้รับผลกระทบในลักษณะนี้แบบตนอีกประมาณ 5 ราย จนมีการโพสต์ขอความช่วยเหลือเพื่อตามหาโพสต์ที่คุณแมนทำคลิปให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจรายอื่นๆ เช่นกัน แต่บางรายก็เกิดความหวาดกลัวเพราะถูกขู่จะนำไปออกรายการโหนกระแส เรื่องต่อมาที่คุณแมนลงโพสต์ว่าจะยกหนี้ที่เหลือ 500,000 บาทให้ตนนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่รับเงินจำนวนดังกล่าว ยินดีที่จะคืนเงินให้ทั้งหมด แต่ตอนนี้ยังคืนไม่ได้ เพราะตนได้รับผลกระทบจากคลิปจนทำให้เกิดปัญหาไม่มียอดขายเข้ามา ซึ่งคุณแมนสามารถตรวจสอบได้จากการที่ให้ตนไปเปิดบัญชีใหม่หลังทำสัญญาร่วมธุรกิจด้วยกัน
จากกระแสดังกล่าวตนเกิดผลกระทบเสียหายทางด้านธุรกิจและสังคม จึงต้องมาปรึกษา ทนายรัชพล และ ทนายเฟิร์น และขอชี้แจงในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าตนไม่ได้มีปัญหาในการร่วมลงทุน แต่เกิดปัญหาจากคลิป ตนไม่ได้ต้องการดำเนินคดี เพียงต้องการชี้แจงเรื่องราวทั้งหมด และขอพื้นที่ทำมาหากิน ตอนนี้ตนขายสินค้าไม่ได้เลย ที่อยู่ได้เพราะร้านอาหารที่รับสินค้าตนไปเท่านั้น
ด้าน ทนายเฟิร์น กล่าวว่า หลังจากตนได้ดูสัญญาที่ทำกันไว้พบว่ามีข้อสงสัยอยู่ 2-3 ข้อ ว่ามันสามารถตีความออกมาได้ 2 แบบ คือถ้าเป็นสัญญาการร่วมทุน ก็จะต้องหมายความว่าธุรกิจได้กำไรก็คือได้กำไรร่วมกัน และถ้าธุรกิจขาดทุนก็ต้องขาดทุนร่วมกัน เพราะจะต้องมีการตรวจสอบบัญชีในการร่วมลงทุนซึ่งกันและกัน แต่หากเป็นการแบ่งผลกำไรมาแบ่งจ่ายเป็นงวด งวดละ 250,000 บาทต่อเดือน มันจะไม่ปกติเพราะผลกำไรในแต่ละงวดไม่สามารถกำหนดได้ว่าในแต่ละเดือนจะได้มากน้อยเท่าไร ตนจึงมองว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรม เหมือนลักษณะสัญญาการกู้ยืมเงินมากกว่า
ซึ่งต้องไปตีความทางกฎหมายต่อว่าเป็นสัญญาลวงที่ทำไปในลักษณะสัญญากู้ยืมหรือไม่ เพราะในสัญญายังระบุอีกว่า หากแม่ปูนาผิดสัญญาจะถูกปรับเงินถึง 10 ล้านบาท ทำให้ตนก็มองว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะการร่วมทุนนั้นหากจะยกเลิกสัญญาต้องมีการรับผิดชอบร่วมกันทั้งในด้านทุนและกำไร เรื่องนี้ตนจึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันให้ชัดเจนในเรื่องสัญญา
ทนายรัชพล กล่าวว่า กรณีนี้ที่มีการโพสต์ว่ายกหนี้ให้แม่ปูนาเพื่อให้สังคมมองว่าแม่ปูนาเบี้ยวเงินนั้น ทั้งที่ความจริงแม่ปูนามีเจตนาที่จะจ่ายเงินคืนให้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะเรื่องนี้มีการส่งเอกสารจากทนายความไปแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันหรือคืนเงินกันจึงต้องผ่านทนายความ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดจนเกิดความเสียหายตามมาอีก
ส่วนหนังสือสัญญาที่ดูหลายจุด มันไม่ใช่สัญญาร่วมทุน มันเหมือนสัญญากู้ยืมเงินมากกว่า เพราะการลงทุน 1 ล้านบาท ต้องจ่ายคืน 25% และเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ต้องดูข้อกฎหมายว่าเข้าข่ายตรงจุดไหน สัญญาร่วมทุนที่ต้องจ่ายเงินตามกำหนด 250,000 บาททุกเดือน โดยไม่สนใจว่าธุรกิจจะได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไรนั้น มันไม่ใช่การร่วมทุน มันเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แถมยังระบุในสัญญาไว้อีกว่าเจ้าของธุรกิจไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ต้องให้เจ้าของเงินคนลงทุนเป็นคนบอกยกเลิกเอง เท่ากับเป็นการมัดมือแม่ปูนาไม่ให้สามารถยกเลิกสัญญาเองได้


