หนุ่มโพสต์โอด ซื้อบ้านโครงการ 3 ล้าน ผ่อนได้เป็นล้าน อยู่ๆโดน กรมบังคับคดี ยึดบ้าน คนประมูลไล่ออกจากบ้าน หลังเจ้าของโครงการ เอาไปจำนอง
กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์วิดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ คนถือเอกสาร โดยมีข้อความ “สวัสดีครับ ครอบครัวผมซื้อบ้านกับโครงการราคา 3 ล้านบาท จ่ายไปเรื่อยๆ 1.5 ล้านบาท พอสักพักบ้านผมโดนคนที่ไปประมูลจากกรมบังคับคดีมาไล่ เพราะเจ้าของโครงการเอาบ้านหลังในโครงการไปจำนองกับคนอื่น(หลังอื่นๆก็โดนด้วย)
พ่อแม่ผมก็กลับไปอยู่อยู่ต่างจังหวัด เพราะจิตตกกลัวโดนจับ ผมอยู่กับน้องสามคนแล้วโดนตำรวจจับบอกเป็นพวกเดียวกับคนที่ซื้อบ้านและเอาบ้านไปจำนอง ทั้งที่ผมเป็นผู้เสียหายเหมือนกัน และก็มาล็อกบ้านผม น้องผมอยู่ในนั้นทรัพย์สินผมอยู่ในนั้น ทั้งที่ผมไปศาลแล้วนัดคุยกันวันที่ 10/11/68 อย่างงี้มีสิทธิ์ด้วยเหรอครับเราก็เป็นผู้เสียหาย
มาจับผมตอนเช้าวันที่ 06/10/68 ตอน 09.30 น. ไปที่ศาล ศาลปล่อยตัวออกมานัดคุยกันวันที่10/11/68 ละมาทำแบบนี้กับผมได้หรอ (ตอนจับกุมตำรวจก็ไม่ให้ถ่ายคลิปจับไปเลย) อยากทราบเกิดแบบนี้ใครช่วยได้บ้างครับ

ผู้สื่อข่าวสอบถาม นายสุทธิพงษ์ หนันต๊ะ อายุ 24 ปี ชาวอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี ผู้โพสต์ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับกรณีถูกหลอกซื้อบ้านในโครงการ พื้นที่ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง โดยบ้านดังกล่าวถูกขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี ทำให้ครอบครัวของตนต้องถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย ทั้งที่ผ่อนชำระไปแล้วกว่าหนึ่งล้านบาท
นายสุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า พ่อของตนทำสัญญาซื้อบ้านหลังดังกล่าวและผ่อนชำระตรงกับเจ้าของโครงการ โดยเริ่มผ่อนตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงประมาณปี 2563 รวมเป็นเงินกว่า 1,000,000 บาท โดยในเอกสารสัญญาและใบเสร็จระบุชื่อของมารดาเป็นผู้ชำระเงิน โดยครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2560
กระทั่งในปี 2563 ครอบครัวทราบว่าบ้านหลังนี้ถูกนำไปจำนองกับสถาบันการเงิน ทำให้ผู้เป็นพ่อหยุดผ่อนชำระ ต่อมาในปี 2567 บ้านถูกกรมบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด พ่อของตนพยายามต่อสู้คดีโดยจ้างทนายความ
แต่ในปี 2568 มีผู้มาอ้างสิทธิว่าเป็นเจ้าของบ้านรายใหม่หลังซื้อจากกรมบังคับคดี พร้อมขอให้ตนขนของออกภายใน 3 วัน ซึ่งตนไม่ยินยอมเพราะมองว่าครอบครัวเสียเงินไปจำนวนมาก จึงขอให้รอหนังสือคำสั่งศาลก่อนถึงจะย้ายออก

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวตนไปสอบสวน โดยเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเดียวกับเจ้าของโครงการ แต่ศาลมีคำสั่งปล่อยตัว เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ปัจจุบันตนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้กับน้องอีก 3 คน โดยต้องปีนเข้าออกบ้าน เนื่องจากประตูถูกล็อก ขณะที่พ่อแม่เกิดความเครียดจากการถูกข่มขู่จนต้องย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด
“ผมไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่อยากให้คุยกันดีๆ ขอเวลาอีกสัก 2–3 เดือนเพื่อเก็บข้าวของและหาที่อยู่ใหม่ เพราะของในบ้านมีเยอะ รวมทั้งสุนัขหลายตัว ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือ เพราะครอบครัวผมตกเป็นเหยื่อ เสียเงินไปกว่าล้านบาทแต่กลับต้องถูกขับไล่ออกจากบ้านที่ผ่อนมาหลายปี” นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
