บุกจับ เจ้าแม่แก๊งควาย ประวัติฉ้อโกงทั่วประเทศ แฉกลลวง ทำเหยื่อบางรายสูญกว่า 30 ล้าน ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 15 คดี มีหมายจับติดตัวอีก 2 หมาย

วันที่ 30 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รองผบก.สส.ภ.9 พร้อม พ.ต.ท.ปิยพล แป้นแก้ว รองผกก.สส.ปฏิบัติการพิเศษ บก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ประสานงานกับตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.อุบลราชธานี สกัดจับ นางสุจิรา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

สืบเนื่องจากช่วงต้นเดือน ก.ย.2568 มีผู้เสียหายแจ้งความที่ สภ.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า ถูกนางสุจิรา ร่วมกับเพื่อนร่วมขบวนการหลอกว่าจะซื้อบ้านที่ประกาศขายในราคา 3.5 ล้านบาท ก่อนพาผู้เสียหายไปยังรีสอร์ตแห่งหนึ่ง แล้วหลอกชักชวนให้เล่นพนันกำถั่ว จนผู้เสียหายหลงกลเชื่อ ทำให้สูญเสียเงินและทองคำรูปพรรณ มูลค่า 200,000 บาท

บุกจับ เจ้าแม่แก๊งควาย ประวัติฉ้อโกงทั่วประเทศ แฉกลลวง ทำเหยื่อบางรายสูญกว่า 30 ล้าน ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 15 คดี มีหมายจับติดตัวอีก 2 หมาย

บุกจับ เจ้าแม่แก๊งควาย ประวัติฉ้อโกงทั่วประเทศ แฉกลลวง ทำเหยื่อบางรายสูญกว่า 30 ล้าน ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 15 คดี มีหมายจับติดตัวอีก 2 หมาย

ตำรวจพบว่า นางสุจิรา มีหมายจับ 2 หมาย ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ลงวันที่ 18 พ.ย.2564 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” และหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 13 ส.ค.2664 ข้อหา “ซ่องโจร และร่วมกันฉ้อโกง”

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า นางสุจิรา ตระเวนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวทั่วประเทศ มากกว่า 15 คดี จากนั้นนำตัวไปสอบสวนที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี

จากการสอบสวน นางสุจิรา ยอมรับว่า ช่วงต้นเดือน ก.ย. ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีหลอกผู้เสียหายไปเล่นพนันกำถั่วจริง โดยทำหน้าที่เป็นเจ๊ ร่วมกับเพื่อนร่วมขบวนการที่เรียกกันในวงการว่า “คนจูงหมู” หรือ คนคัดเลือกเหยื่อ

และ เสี่ย ที่วางตัวเป็นคนมีเงิน แล้วไปนัดพบกันที่รีสอร์ต ก่อนชักชวนกันเล่นพนันกำถั่ว โดยที่เหยื่อเล่นพนันไม่เป็น แล้วออกอุบายให้เหยื่อเป็นเจ้ามือ ก่อนจะมีการพูดจาดูถูก ถากถาง ให้เหยื่อเกิดความโกรธ แล้วเล่นพนันกำถั่นจนเสียเงิน

จากนั้นก็พูดหว่านล้อมให้เหยื่อหาเงินไปเล่นพนันอีก เพื่อเอาเงินคืน พร้อมชักชวนให้ร่วมหุ้นกัน รวมเงินนำไปเล่นพนันเพื่อเอาเงินที่เสียไปคืนมา แล้วพาเหยื่อไปกดเงินสดกับนำทองรูปพรรณไปจำนำแล้วนำกลับไปเล่น และยังมีการนำเอกสารมาให้เหยื่อเซ็นยอมรับเป็นหนี้จากการเล่นพนัน แต่เหยื่อไหวตัวทัน

หลังสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ควบคุมตัวนางสุจิรา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชะอำ ดำเนินคดีตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์”

ขณะที่ หญิงผู้เสียหายรายหนึ่ง อายุ 42 ปี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนประกาศขายบ้านหลังหนึ่งใน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ราคา 3.5 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 5 ก.ย. มีชายคนหนึ่ง ชื่อ นายพัฒ โทรศัพท์มาหาสอบถามรายละเอียดของบ้าน พร้อมบอกว่าจะติดต่อซื้อให้นายทุน

และเย็นวันเดียวกัน นัดพบกับตนที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ เพื่อพูดคุย พร้อมบอกว่า ขอค่านายหน้า 3 เปอร์เซ็นต์ วันถัดไป วันที่ 6 ก.ย. นายพัฒ ได้โทรศัพท์มาบอกว่า นายทุนสนใจบ้านที่ขาย และขอนัดพบต่อรองราคา

จากนั้นก็นัดพบกับตนที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ แล้วนายพัฒ ก็ชักชวนให้ตนนั่งรถไปพบนายทุนที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ ระหว่างนั้นแนะนำให้รู้จักกับหญิงสูงอายุคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นเจ๊ ซึ่งทราบภายหลังว่าชื่อ นางสุจิรา

แล้วทั้ง 2 คนเกลี้ยกล่อมให้ตนนั่งรถไปด้วยกัน ซึ่งตนก็ยอมนั่งรถไปด้วย และระหว่างทางก็มีโทรศัพท์มาหาเจ๊ ซึ่งอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนและเจ๊ก็เรียกว่าเสี่ย จากนั้นก็นัดไปพบกันที่รีสอร์ต และนายพัฒ ยังแนะนำให้รู้จักชายคนหนึ่งชื่อ นายวิท อ้างว่าเป็นเพื่อนกันไม่ได้เจอกันมานาน

ระหว่างที่รอเสี่ยอยู่ที่รีสอร์ต เจ๊ก็บอกว่า เสี่ยไปเล่นพนันกำถั่ว เสียเงิน 2.9 ล้านบาท และนายวิท บอกว่ามีแต่คนรวยเล่นกัน จากนั้นทั้งหมดพูดโน้มน้าวเหยื่อ และถามเหยื่อว่า เล่นพนันเป็นไหม ซึ่งเหยื่อก็ปฏิเสธว่าเล่นไม่เป็น

แต่นายวิทคะยั้นคะยอจะสอนเล่นพนันกำถั่ว จากนั้นไม่นานคนที่อ้างตัวเป็นเสี่ยเดินทางมาถึงห้องพักในรีสอร์ตพร้อมกระเป๋า 1 ใบ อ้างว่าเงินในกระเป๋ามี 6 ล้านบาท ที่จะนำไปเล่นพนันกำถั่วเพื่อแก้มือ

พร้อมกับเปิดกระเป๋าให้ดูก็เห็นเงินเรียงกันประมาณ 5 พับ แล้วเสี่ยก็เจรจาต่อรองซื้อขายบ้านจากราคา 3.5 ล้านบาท เหลือ 3.3 ล้านบาท ซึ่งเหยื่อก็ถามจะมัดจำอย่างไร แต่เสี่ยคนนี้ก็ขอให้เหยื่อใจเย็น ๆ และยังพูดถากถางดูถูกด่าทอว่าตนไม่รู้เรื่องเล่นพนันเกมกำถั่ว พร้อมท้าทาย

ก่อนจะทำทีไล่ตนออกจากห้องพัก แล้วเจ๊ผู้หญิงพร้อมนายพัฒ และนายวิท มาปรึกษาว่าจะหลอกเล่นพนันให้เสี่ยหมดตัว เพราะดูถูกพวกตน แต่ก็ไม่มีเงินถึง 6 ล้านบาท โดยคนที่อ้างว่าเป็นเจ๊ บอกว่าจะออกเงินให้ 2.5 ล้านบาท ส่วนนายพัฒ จะออกให้ 3 แสนบาท และนายวิท ออกเงินให้ 2.4 ล้านบาท

เมื่อหันมาหาก็ขอให้ตนช่วยออกเงินอีก 200,000 บาท ซึ่งนายวิทกับนายพัฒออกคนอุบาย ให้ตนนำสร้อยข้อมือทองคำไปจำนำก่อน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปหาเงิน โดยเหยื่อส่วนตนก็นั่งรถยนต์ไปกับนายพัฒ นำสร้อยข้อมือ 2 บาท ไปจำนำที่ห้างสรรพสินค้าที่จอดรถไว้

โดยตอนเบิกเงิน 150,000 บาท มีเงินสดติดตัว 10,000 บาท และเงินที่ได้จากจำนำสร้อยข้อมืออีก 40,000 บาท รวมเป็น 200,000 บาท จากนั้นก็นำเงินทั้งหมดไปให้เจ๊ที่รีสอร์ต ซึ่งก็เข้าใจแค่ว่าเอาเงิน 6 ล้านบาท ไปยืนยันกับเสี่ยเพื่อลบคำดูถูก ไม่ได้คิดว่าจะมีการเล่นพนันกันจริง ๆ และเสี่ยก็เดินเข้ามาขอโทษที่ใช้คำพูดไม่ดี จากนั้นก็เล่นพนันกัน โดยให้ตนเป็นคนกำถั่วเอง แต่ตนก็ปฏิเสธ แต่เสี่ยคะยั้นคะยอ

ซึ่งช่วงแรกเสี่ยแพ้ตลอด และมีการเพิ่มจำนวนเงินการพนันครั้งละมาก ๆ กระทั่งถึงครั้งที่ 7 เสี่ยชนะ และเมื่อเล่นครบ 10 ครั้ง เสี่ยชนะ 7.5 ล้านบาท แต่เงินกองกลางมีแค่ 6 ล้านบาท เท่ากับว่าตน นายพัฒ นายวิท และเจ๊ เป็นหนี้เสี่ยจำนวน 1.5 ล้านบาท

ซึ่งนายวิทเขียนในแผ่นกระดาษให้เซ็นเป็นพยานและบังคับให้ตนเซ็นเป็นเจ้ามือ พร้อมหนี้สินจำนวน 1.5 ล้านบาท พร้อมกับแสดงความเสียใจจนตนหลงเชื่อคิดว่าเป็นการพนันจริง ๆ แล้วแยกย้ายกันกลับ

โดยที่นายพัฒขับรถไปส่งตนที่ห้างสรรพสินค้า จากนั้นตนก็ได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ เพราะมีการนัดกันว่าต้องนำเงิน 1.5 ล้านบาทในวันรุ่งขึ้น แต่ผู้ใหญ่หลายคนห้ามตนไว้ ก่อนจะแจ้งความที่ สถ.คอหงส์ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.

ด้าน พ.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ตนนำกำลังตำรวจไปจับกุมนางสุจิรา ขณะก่อเหตุลักษณะดังกล่าวอยู่พื้นที่ใน จ.ภูเก็ต หลังจากนั้นก็ถูกดำเนินคดี จึงทำให้แก๊งควายหายไปจากสังคมมาระยะหนึ่ง และมิจฉาชีพก็เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์

แต่ล่าสุดเมื่อพ้นโทษ แก๊งควายก็ออกอาละวาดในหลายพื้นที่ ซึ่งมีคนร่วมขบวนการหลายคน ประกอบด้วย คนชี้เป้าเหยื่อ ที่เป็นคนใกล้ตัวเหยื่อ อาจจะได้ส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์, คนจูงหมู ทำหน้าที่พูดคุย ตีสนิทกับเหยื่อ แล้วนำไปพบเพื่อนร่วมขบวนการ, ผู้จัดการ, พระอาจารย์ ทำหน้าที่หว่านล้อม และสอนเล่นพนัน และเสี่ย

พ.ต.อ.สมพงศ์ กล่าวต่อว่า แต่ละคนจะได้ส่วนแบ่งประมาณคนละ 18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเล่นการพนันเสี่ยก็จะยอมแพ้ในช่วงแรก ๆ และถึงครั้งสุดท้าย อาจจะครั้งที่ 10 เสี่ยก็จะชนะ ทำให้เหยื่อต้องยอมเสียเงิน และนัดกันเล่นพนันกำถั่วอีกในวันถัดไป ซึ่งหากตั้งหลักไม่ทันก็จะถูกหลอกจนเสียเงิน หรือบางคนถึงขั้นเสียบ้าน เสียทรัพย์สินจำนวนมาก บางรายเสียมากกว่า 20-30 ล้านบาท

“ขณะนี้แก๊งควาย ยังมีอาละวาดอยู่ประเทศไทย ซึ่งผู้เสียหายบางคน ไม่กล้าแจ้งความ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายที่ถูกมิจฉาชีพ ที่มีพฤติกรรมแบบนี้หลอกลวง ให้เข้าแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน และขอให้อย่าหลงมิจฉาชีพที่ใช้ความโลภหลอกล่อ” พ.ต.อ.สมพงศ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน