นักวิจัยแคนาดาไขข้อสงสัย เล่นมือถือก่อนนอน หลับไม่สนิทจริงมั้ย เผยผลวิจัยจำนวนครั้งที่ใช้มือถือก่อนนอน ชี้อาจไม่แย่อย่างที่คิด

ความเชื่อที่ว่า “เล่นมือถือหรือใช้หน้าจอใด ๆ ก่อนนอนจะทำให้คุณนอนหลับไม่ดีหรือไม่สนิท” แทบจะเป็นข้อสรุปที่หลายคนยอมรับกันในยุคปัจจุบัน แต่รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดจากทีมนักวิจัยแคนาดากลับระบุว่า ผลกระทบของการเล่นมือถือก่อนนอนต่อคุณภาพการนอนหลับ อาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายคนคาดคิด

การศึกษาในหัวข้อ “ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างการใช้หน้าจอก่อนนอนกับสุขภาพการนอนของผู้ใหญ่” (The complex association between bedtime screen use and adult sleep health) ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยชาวแคนาดา โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวแคนาดา 1,342 คน พร้อมถ่วงน้ำหนักข้อมูลตามการสำมะโนประชากรปี 2021 เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนถึงความหลากหลายในพื้นที่ เพศ อายุ และเชื้อชาติ

ผลการวิจัยชี้ “จำนวนครั้งที่ใช้มือถือก่อนนอน” ไม่ได้สัมพันธ์แบบเส้นตรงกับคุณภาพการนอน โดยนักวิจัยแบ่งกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามตามความถี่ของการใช้มือถือก่อนนอนใน 1 ชั่วโมงสุดท้าย ได้แก่

  • กลุ่มใช้เบา (น้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์)
  • กลุ่มใช้ปานกลาง (1–4 ครั้ง/สัปดาห์)
  • กลุ่มใช้หนัก (อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และมักต้องเล่นก่อนถึงจะหลับได้)

คุณภาพการนอนถูกประเมินจาก 6 ด้าน ได้แก่

  1. ความสม่ำเสมอของการนอน (regularity)
  2. ความพึงพอใจ (satisfaction)
  3. ความตื่นตัว (alertness)
  4. เวลาเข้านอน/ตื่น (timing)
  5. ประสิทธิภาพการนอน (efficiency)
  6. ระยะเวลาการนอน (duration)

ผลลัพธ์น่าประหลาดใจคือ กลุ่มที่ใช้มือถือก่อนนอน 5 วันขึ้นไป มีผลรวมคุณภาพการนอนดีที่สุด แต่กลุ่มใช้ปานกลางกลับมีผลลัพธ์แย่ที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “การใช้มือถือก่อนนอน” และ “คุณภาพการนอน” ไม่มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงอย่างที่เข้าใจกัน

ผลการวิจัยพบว่า ในผู้ชายการใช้มือถือในชั่วโมงก่อนนอนมีผลลบต่อคุณภาพการนอนอย่างชัดเจน ส่วนใน ผู้หญิงไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ งานวิจัยก่อนหน้าชี้ว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้เข้านอนช้าลงแต่ทีมวิจัยชี้ว่า ผู้ใหญ่มีความทนทานต่อแสงสีฟ้ามากกว่าเด็ก บางคนกลับนอนหลับดีขึ้น เพราะใช้เวลาหน้าจอเพื่อผ่อนคลายหรือคลายเครียดก่อนเข้านอน เช่น เลื่อนดูโซเชียลมีเดีย

สรุปจากงานวิจัย การศึกษานี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า “เล่นมือถือก่อนนอน = นอนหลับแย่ลง” โดยชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างการใช้มือถือกับคุณภาพการนอนนั้น ซับซ้อนกว่าที่คิดและแตกต่างกันตามเพศ พฤติกรรม และการใช้เพื่อผ่อนคลายของแต่ละบุคคล

ทีมนักวิจัยระบุว่า การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างแม่นยำจะช่วยให้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขได้ดีขึ้น พร้อมเชิญชวนทีมนักวิจัยจากประเทศอื่นเข้าร่วม เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลข้ามประเทศและต่อยอดองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมและสุขภาพการนอนของผู้ใหญ่ในยุคดิจิทัล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน