สาวจีนถูกหามส่งโรงพยาบาลด่วน หลังรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มชนิดนี้ แพทย์เตือนอันตรายมาก อย่ากินร่วมกันเด็ดขาด กลุ่มเสี่ยงต้องระวัง

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจในประเทศจีน หลังมีการรายงานกรณีผู้หญิงคนหนึ่งมีอาการรุนแรงจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่หลายคนมองว่าไม่มีอันตราย

สื่อจีนรายงานว่า หญิงรายหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยน ได้ร่วมสังสรรค์กับเพื่อนและรับประทานทุเรียนขนาดใหญ่ 2 ชิ้น ก่อนดื่มไวน์ขาวประมาณ 200 มิลลิลิตร หลังจากนั้นไม่นาน บริเวณลำคอและใบหน้าของเธอเริ่มมีอาการแดงผิดปกติ ต่อมามีผื่นลมพิษขึ้นทั่วร่างกาย

เมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล อาการของผู้ป่วยอยู่ในขั้นรุนแรง โดยมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก และเริ่มมีภาวะสับสน ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงเหลือเพียง 78% ในบางช่วง แพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลวจาก “ปฏิกิริยาแบบดิสซัลฟิแรม” (Disulfiram-like reaction) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่มักเกิดขึ้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาบางชนิด

เหตุใดจึงไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์หลังรับประทานทุเรียน?

แพทย์อธิบายว่า ทุเรียนมีสารประกอบกำมะถันหลายชนิด ซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์ aldehyde dehydrogenase ในตับได้ เอนไซม์ชนิดนี้มีหน้าที่กำจัดสารอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการสลายแอลกอฮอล์ในร่างกาย

เมื่อเอนไซม์ดังกล่าวถูกยับยั้ง สารอะซีตัลดีไฮด์จะสะสมในร่างกายและก่อให้เกิดอาการอันตรายหลายประการ ได้แก่

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ภาวะหายใจล้มเหลว และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • ในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กลไกดังกล่าวคล้ายกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเซฟาโลสปอริน ซึ่งมีการเตือนทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนและหลังรับประทานทุเรียน
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ผสม เช่น เหล้าสำหรับปรุงอาหาร หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิด
  • ผู้ที่มีภาวะแพ้ง่ายหรือมีปัญหาการทำงานของตับ ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 วัน

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังในการรับประทานทุเรียน

นอกจากไม่ควรรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์แล้ว ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่ควรจำกัดปริมาณหรือใช้ความระมัดระวังในการบริโภคทุเรียน ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน : ทุเรียนมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ประมาณ 49 ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวนได้
  • ผู้ป่วยโรคไต : ทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง
  • ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ : ควรทดลองรับประทานในปริมาณเล็กน้อยเมื่อรับประทานครั้งแรก และสังเกตอาการ เช่น ผื่นคันหรืออาการแพ้

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินบีหลายชนิด ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • ควรรับประทานครั้งละ 1–2 พู
  • ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่าง หรือหลังมื้ออาหารที่อิ่มมาก
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกับอาหารที่ให้พลังงานสูงหรือมีฤทธิ์ร้อน เช่น อาหารทอด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายและส่งเสริมการเผาผลาญ
  • ควรรับประทานในช่วงกลางวัน เพื่อให้ร่างกายมีเวลานำพลังงานไปใช้ ลดการสะสมของแคลอรี
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน ระคายเคือง หรือไม่สบายตัว ควรหยุดรับประทานและเฝ้าสังเกตอาการ

แม้ทุเรียนจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคโดยขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะการรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่า การลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในทุกกรณี เป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพตับ หัวใจ และระบบประสาท

ดังนั้น ประชาชนควรใส่ใจพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวัน และไม่มองข้ามคำเตือนทางการแพทย์ที่มีการยืนยันแล้วจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน