“โลงศพฮีลใจ” เทรนด์ฮิตใหม่สุดแปลกในญี่ปุ่น เน้นนอนสงบนิ่งในโลง เพื่อบำบัดจิตใจ เชื่อช่วยคลายความกังวล เหมือนการซ้อมเผชิญหน้ากับความตาย
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ ในประเทศญี่ปุ่น กิจกรรมดูแลสุขภาพจิตรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “Coffin Therapy” หรือ “การนอนในโลงศพเพื่อบำบัด” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เริ่มต้นเป็นเพียงแนวคิดทดลองเล็ก ๆ ภายในบริษัทรับจัดงานศพในจังหวัดชิบะ ก่อนขยายไปสู่สปาและเวิร์กช็อปทั่วประเทศ
แนวคิดของ Coffin Therapy นั้นเรียบง่าย ผู้เข้าร่วมจะนอนอยู่ภายในโลงศพเป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที เพื่อใช้เวลาทบทวนชีวิตและใคร่ครวญถึงความตาย โดยสามารถเลือกได้ว่าจะนอนในโลงแบบเปิดหรือปิด
ผู้สนับสนุนแนวทางนี้มองว่า พื้นที่ปิดภายในโลงช่วยสร้างความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัว ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเองอย่างแท้จริงโดยปราศจากสิ่งรบกวน แม้แนวคิดดังกล่าวอาจดูแปลกสำหรับหลายประเทศ แต่ในญี่ปุ่นกลับเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม “คุโย” (Kuyō) หรือพิธีรำลึกถึงผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นประเพณีที่ส่งเสริมการตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิตและการยอมรับความตาย

กระแส Coffin Therapy ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อยู่ในระดับสูง ผู้สนับสนุนบางส่วนเชื่อว่า การเผชิญหน้ากับแนวคิดเรื่องความตายในรูปแบบที่ปลอดภัยและสามารถย้อนกลับได้ อาจช่วยลดความหวาดกลัวต่อความตาย และกระตุ้นให้ผู้คนเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น
ธุรกิจที่ให้บริการ Coffin Therapy หลายแห่งอธิบายว่า กิจกรรมนี้เปรียบเสมือน “การรีเซ็ตสภาพจิตใจ” เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ผ่อนคลายจากความวิตกกังวล และทบทวนปัญหาชีวิตของตนเองอย่างสงบ
หนึ่งในบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเทรนด์นี้คือ Grave Tokyo ซึ่งออกแบบโลงศพสำหรับการทำสมาธิโดยเฉพาะ

โลงศพของบริษัทมักใช้สีสันสดใส และถูกออกแบบให้ดูเป็นมิตร ลดภาพลักษณ์น่ากลัวของโลงศพแบบดั้งเดิม โดย มิกาโกะ ฟูเสะ นักออกแบบของบริษัท ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้คนมองความตายในมุมที่น่ากลัวน้อยลง และหันมาเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สปาแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวชื่อ “Meiso Kukan Kanoke-in” ได้เปิดให้บริการ Coffin Therapy ในราคาประมาณ 400 บาท ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้โลงแบบเปิดหรือปิด พร้อมตัวเลือกเพิ่มเติม เช่น เพลงผ่อนคลาย ภาพฉายประกอบ หรือแม้แต่ความเงียบสนิท
ประสบการณ์ทั้งหมดถูกออกแบบให้รู้สึกปลอดภัยและควบคุมได้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถสำรวจความคิดและความรู้สึกของตนเองได้โดยไม่เกิดอันตราย

ในปี 2024 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโตยังได้จัดเวิร์กช็อปแนะนำ Coffin Therapy ให้กับนักศึกษา โดยผู้เข้าร่วมหลายคนเปิดเผยว่า ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยให้พวกเขาได้ทบทวนความกังวลในชีวิต และบางคนรู้สึกหวาดกลัวความตายน้อยลง
นักศึกษาหลายรายยังระบุว่า กิจกรรมนี้ช่วยจุดประกายให้พวกเขาอยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มากขึ้นกว่าเดิม
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ยังคงแนะนำแนวทางรักษามาตรฐานสำหรับภาวะซึมเศร้าและความคิดฆ่าตัวตาย เช่น การทำสมาธิ การฝึกสติ (Mindfulness) จิตบำบัดแบบ CBT รวมถึงการใช้ยากลุ่ม SSRIs
ในระยะหลัง ยังมีการศึกษาการใช้ยาอย่างคีตามีน (Ketamine) และเอสคีตามีน (Esketamine) สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุน Coffin Therapy เชื่อว่า การเพิ่ม “การซ้อมเผชิญหน้ากับความตาย” ในเชิงสัญลักษณ์ อาจช่วยเสริมแนวทางการรักษาเหล่านี้ได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้คนเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเองโดยตรง
ผู้สนับสนุนยังย้ำว่า Coffin Therapy ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยกย่องหรือสนับสนุนความตาย แต่เป็นประสบการณ์ที่สามารถย้อนกลับได้ และถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต
ดังที่ มิกาโกะ ฟูเสะ กล่าวไว้ว่า เป้าหมายสำคัญคือการมอบ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ผู้คนได้เผชิญหน้ากับแนวคิดเรื่องความตาย ก่อนที่จะตัดสินใจทำสิ่งใดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
ที่มา strangedaysnews