รู้จัก ‘ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์’ (Superhumans Center) ศูนย์ฟื้นฟูผู้บาดเจ็บจากสงครามในยูเครน จากทหาร พลเรือน ถึงเด็ก 9 ขวบ

“นี่ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิต”

ประโยคนี้ของ เอ็ดดี สก็อตต์ อาสาสมัครชาวอังกฤษวัย 30 ปี คือสิ่งที่อธิบายความหมายของสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของยูเครน ได้ดีที่สุด

เอ็ดดีเคยทำงานด้านมนุษยธรรมในพื้นที่แนวหน้าของยูเครน ก่อนถูกโดรนเอฟพีวีโจมตีขณะกำลังช่วยอพยพพลเรือนออกจากเมืองโปครอฟสก์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2025

แรงระเบิดพรากแขนซ้ายและขาซ้ายของเขาไป

เขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

วันนี้ เอ็ดดีไม่ได้กลับมาเพื่อเล่าเพียงเรื่องราวของตัวเอง แต่ทำงานอยู่ที่ ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ ในฐานะทูตของศูนย์ สถานที่ที่กำลังช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามจำนวนมากให้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง

ที่นี่มีทั้งทหาร พลเรือน และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

และเป้าหมายของศูนย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาให้แผลหาย

แต่คือการทำให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

จากการรักษา สู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่

ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2565 ที่เมืองลวิฟ ของยูเครน หลังสงครามเต็มรูปแบบระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้น และความต้องการด้านการรักษา การผ่าตัดสร้างใหม่ การทำขาเทียม และการฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น

ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ เมืองลวิฟ ประเทศยูเครน

จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากนักธุรกิจชาวยูเครน อันดรีย์ สตาฟนิตเซอร์ และ ฟิลิป ฮรุชโก โดยมี โอลกา รูดเนวา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขณะที่ ฮาวเวิร์ด จี. บัฟเฟตต์ เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น 16.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์แห่งนี้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้บาดเจ็บทางกระดูก การผ่าตัดสร้างใหม่และศัลยกรรมตกแต่ง การผ่าตัดใบหน้า รวมถึงการรักษาด้านหู คอ จมูก การฟื้นฟูร่างกาย การทำและปรับอวัยวะเทียม ตลอดจนการดูแลด้านจิตใจ

ภายในมีทั้งแผนกศัลยกรรม การรักษาผู้บาดเจ็บ แผนกกายภาพบำบัด แผนกดูแลผู้มีภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และแผนกฟื้นฟูสำหรับเด็ก

แนวคิดสำคัญของศูนย์คือการดูแลแบบเฉพาะบุคคล

เพราะผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงครามแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน

อันดรีย์ อิชชีค ผู้จัดการฝ่ายสื่อของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์

บางคนต้องเรียนรู้ที่จะเดินด้วยขาเทียม บางคนต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ขณะที่บางคนต้องฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือเนื้อเยื่อ รวมถึงต้องใช้เวลาเยียวยาบาดแผลทางจิตใจควบคู่ไปกับการฟื้นฟูร่างกาย

อันดรีย์ อิชชีค ผู้จัดการฝ่ายสื่อของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ เล่าว่า ศูนย์แห่งนี้ดำเนินงานในรูปแบบมูลนิธิการกุศล และได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทและบุคคลทั้งในยูเครนและต่างประเทศ

เขาระบุว่า ค่าใช้จ่ายของศูนย์อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์

เงินสนับสนุนจึงเป็นสิ่งที่ศูนย์ต้องระดมอย่างต่อเนื่อง

จาก “สร้างศูนย์ที่ดีที่สุดในยูเครน” สู่ความฝันที่ใหญ่กว่า

เอ็ดดี สก็อตต์ อธิบายว่า ผู้ก่อตั้งซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ เป็นนักธุรกิจชาวยูเครนสองคนที่มาร่วมมือกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงครามเต็มรูปแบบ

ตอนแรกความตั้งใจมีเพียงอย่างเดียว

“มาสร้างศูนย์ฟื้นฟูที่ดีที่สุดในยูเครนกันเถอะ”

แต่เมื่อโครงการเดินหน้าต่อ ความคิดก็ขยายออกไป

ผู้รับบริการกำลังเดินบนอุปกรณ์กายภาพบำบัด

“มันกลายเป็นว่า มาสร้างศูนย์ฟื้นฟูที่ดีที่สุดในโลกกันเถอะ”

หลังใช้เวลาวางแผนประมาณ 7 เดือน ศูนย์เริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2023 และเริ่มรับผู้ป่วยภายในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

เอ็ดดีบอกว่า ความต้องการมีมากเกินกว่าจะรอได้

ศูนย์จึงพยายามทำให้กระบวนการรักษาอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การผ่าตัด การทำขาเทียม ไปจนถึงกายภาพบำบัดและการฟื้นฟู

พื้นที่หนึ่งของศูนย์เป็นส่วนฟื้นฟู มีห้องทำขาเทียมและพื้นที่กายภาพบำบัด ขณะที่อีกส่วนเป็นพื้นที่พักรักษาตัว มีเตียงสำหรับผู้ป่วย 86 เตียง รวมถึงเตียงผู้ป่วยวิกฤต 6 เตียง และมีห้องผ่าตัด

อาคารหลักของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์

เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ศูนย์ก็พยายามเพิ่มบริการใหม่ๆ ตามความต้องการ

“เราคิดอยู่ตลอดว่าเราจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ต้องทำอะไรเพื่อช่วยดูแลคนให้มากขึ้น นี่เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

จากนักเดินเรือ สู่ชีวิตกลางสงคราม

ก่อนจะกลายมาเป็นหนึ่งในผู้พิการที่ต้องใช้แขนและขาเทียม เอ็ดดีใช้ชีวิตอยู่บนเรือ

เขาเป็นชาวอังกฤษและทำงานบนเรือยอชต์ส่วนตัวมานานประมาณ 10 ปี เดินทางไปทั่วโลก ก่อนจะเริ่มติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน

เมื่อรัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบในปี 2565 เขาตัดสินใจเดินทางมายูเครน

“ผมคิดว่า นี่คือสงครามในยุโรป ผมต้องไปทำอะไรสักอย่าง”

ในเดือนตุลาคม 2565 เขาซื้อรถกระบะและเดินทางมายูเครน ตั้งใจว่าจะอยู่ประมาณ 3 เดือน

แต่สุดท้ายเขาอยู่ต่อ

เอ็ดดีทำงานด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ดอนบาส ทั้งซ่อมถนนที่ใช้เป็นเส้นทางอพยพ ซ่อมแซมอาคาร นำน้ำสะอาดเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกตัดขาด และทำงานด้านการแพทย์หลังผ่านการฝึกเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์

เอ็ดดีพูดคุยกับนักข่าวจากอาเซียน

ยิ่งเวลาผ่านไป งานของเขายิ่งเข้าใกล้แนวหน้า

จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2568

วันนั้นเอ็ดดีและทีมกำลังช่วยอพยพพลเรือนออกจากเมืองโปครอฟสก์

พวกเขาใช้รถหุ้มเกราะสีขาวที่มีเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นรถอพยพด้านมนุษยธรรม ไม่ได้พกอาวุธและไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร

ทีมสามารถนำพลเรือน 3 คนและสุนัข 1 ตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนย้อนกลับเข้าไปช่วยคนอีก 2 คน

แต่ระหว่างเดินทางออกจากเมือง โดรนเอฟพีวีพุ่งทะลุหลังคารถ

แรงระเบิดทำให้แขนซ้ายของเอ็ดดีขาด ขณะที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง

เขาเสียเลือดอย่างหนัก

หัวหน้าทีมเข้ามาช่วยใส่สายรัดห้ามเลือดให้ที่แขนและขา ก่อนนำตัวออกจากพื้นที่และส่งต่อไปยังโรงพยาบาล

“ผมไม่ควรจะรอด”

ภาพเมื่อเอ็ดดีกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล

เอ็ดดีบอกว่า หากการอพยพใช้เวลานานกว่านั้น หากเหตุการณ์เกิดขึ้นลึกเข้าไปในเมือง หรือหากแรงระเบิดเปลี่ยนตำแหน่งไปเพียงเล็กน้อย เขาอาจเสียชีวิต

แต่เขารอดมาได้

“ผมไม่ได้คิดว่าผมทำอะไรไม่ได้ แต่คิดว่าผมยังทำอะไรได้”

หลังสูญเสียแขนและขา เอ็ดดีต้องเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่

แต่เขาเลือกที่จะไม่เปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตก่อนเกิดเหตุ

“ผมไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้เมื่อเทียบกับชีวิตจริงของผมก่อนหน้านี้ ผมคิดถึงมันเมื่อเทียบกับการไม่มีอะไรเลย”

สำหรับเขา ขาเทียมไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ทดแทนอวัยวะที่สูญเสียไป

แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง

เอ็ดดีกำลังอธิบายขาเทียมแบบต่างๆ

เดินทางเองได้ ใช้ชีวิตอย่างอิสระ และทำกิจกรรมต่างๆ ที่เขาต้องการ

“มันทำให้ผมมีอิสระ มีความเป็นอิสระในการใช้ชีวิตและเดินทาง”

เอ็ดดียอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เขาทำไม่ได้อีกแล้ว

แต่สำหรับเขา สิ่งสำคัญคือการยอมรับสิ่งที่สูญเสียไป และหันกลับมามองสิ่งที่ยังมีอยู่

“คุณต้องยอมรับสิ่งที่คุณสูญเสียไป แต่ต้องมองด้วยว่าคุณยังมีอะไรอยู่”

เพียงประมาณ 6 เดือนหลังได้รับบาดเจ็บ เอ็ดดีกลับไปปีนเขาที่สเปน และเข้าร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติ

เขายังทำกิจกรรมยิงปืน และพยายามหาวิธีปรับกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้พิการสามารถเข้าร่วมได้

สำหรับเอ็ดดี การฟื้นฟูจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ผู้พิการกลับมาเป็นคนเดิม

แต่คือการหาวิธีทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้มากที่สุด

เด็ก 9 ขวบที่กลายเป็น “เจ้าของศูนย์”

หากภาพของผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงครามในสายตาคนทั่วไปอาจหมายถึงทหารที่กลับมาจากแนวหน้า ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์กำลังบอกว่า ความจริงมีขนาดใหญ่กว่านั้น

เพราะในศูนย์แห่งนี้มีทั้งทหาร พลเรือน และเด็ก

เอ็ดดีเล่าถึง อาร์เทม เด็กชายวัย 9 ขวบจากเมืองเคอร์ซอน

ครอบครัวของอาร์เทมประสบเหตุจากรถถังเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน แม่ของเขาต้องลากลูกออกมาจากรถ และอาร์เทมได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขา

ผู้รับการบริการกำลังทำกายภาพบำบัด ที่ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์

แต่เมื่อมาถึงศูนย์ เด็กชายคนนี้กลับไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนที่ถูกสงครามพรากทุกอย่างไป

ในสายตาของเอ็ดดี อาร์เทมเป็นหนึ่งในคนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดที่เขาเคยพบ

“เขาอายุ 9 ขวบ และเขาเป็นคนคุมศูนย์แห่งนี้”

เอ็ดดีหัวเราะเมื่อพูดถึงเด็กชายที่เป็นนักดนตรีและมีบุคลิกโดดเด่น จนกลายเป็นเหมือน “ลูกบอลพลังงาน” ที่วิ่งอยู่ทั่วศูนย์

สำหรับเจ้าหน้าที่ การมีเด็กอยู่ที่นี่เป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุผลว่าทำไมพวกเขาต้องทำงานต่อ

สำหรับอาร์เทม ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่เขาได้พบผู้คนซึ่งเข้าใจประสบการณ์เดียวกัน

“เขาถูกล้อมรอบด้วยพี่ชายพี่สาวที่กำลังผ่านการบาดเจ็บแบบเดียวกัน และเขารู้ว่าเขาจะไม่เป็นไร”

เอ็ดดีบอกว่า ไม่มีใครต้องรู้สึกว่าไม่เข้าพวกเพียงเพราะตัวเองไม่ใช่ทหาร

ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง

ประธานาธิบดียูเครน เยี่ยมซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ เมื่อปี 2567

และนั่นทำให้ศูนย์แห่งนี้เป็นมากกว่าสถานพยาบาล

มันกลายเป็นชุมชนของผู้คนที่กำลังเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรกับร่างกายที่เปลี่ยนไป

แล้วถ้าสงครามจบลง ซูเปอร์ฮิวแมนส์จะไปต่ออย่างไร?

คำถามสำคัญสำหรับศูนย์แห่งนี้ไม่ใช่เพียงว่า วันนี้จะรักษาผู้ป่วยได้กี่คน

แต่คือ หลังสงครามจบ ผู้คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลต่อไปอย่างไร

เอ็ดดีบอกว่า ซูเปอร์ฮิวแมนส์ยังต้องการเงินบริจาคอย่างต่อเนื่อง และยังต้องการให้ผู้คนในต่างประเทศรู้จักศูนย์แห่งนี้มากขึ้น

ในยูเครน ชื่อของซูเปอร์ฮิวแมนส์กลายเป็นที่รู้จักในวงการฟื้นฟูผู้บาดเจ็บจากสงคราม แต่ในต่างประเทศยังมีคนรู้จักไม่มาก

หนึ่งในแนวคิดสำหรับอนาคตคือการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ ทั้งด้านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนความรู้ และอาจรวมถึงการนำโมเดลของศูนย์ไปใช้ในประเทศอื่น

เอ็ดดีมองว่า การทำให้ซูเปอร์ฮิวแมนส์เป็นที่รู้จักในระดับโลกไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องชื่อเสียง

แต่หมายถึงการทำให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามมั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ถูกลืม

“อีก 10 ปีข้างหน้า ผมจะไปเอาขาใหม่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่เราคิดกัน”

เพราะสำหรับคนที่สูญเสียแขนหรือขา การฟื้นฟูไม่ได้จบลงวันที่ออกจากโรงพยาบาล

พวกเขาอาจต้องใช้ขาเทียมใหม่อีกหลายครั้ง ต้องกลับมาฝึกเดิน ต้องกลับมารับการรักษา และต้องปรับตัวกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดชีวิต

ซูเปอร์ฮิวแมนส์จึงพยายามทำให้ตัวเองเป็นมากกว่าศูนย์ฟื้นฟูสำหรับผู้บาดเจ็บจากสงครามในวันนี้

แต่เป็นสถานที่ที่พวกเขาสามารถกลับมาได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า

“ภรรยา ฟาร์ม แล้วก็พักผ่อน”

วันนี้เอ็ดดีอายุ 30 ปี

เขาบอกว่าเมื่อวันที่เดินทางมายูเครน เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องวางแผนชีวิตไปไกลกว่าสัปดาห์หรือเดือนข้างหน้า

ตอนอยู่ในพื้นที่แนวหน้า สิ่งที่อยู่ในหัวอาจเป็นเพียงว่า จะผ่านอีก 10 นาทีไปได้อย่างไร จะผ่านคืนนี้ไปได้หรือไม่

หลังได้รับบาดเจ็บ สิ่งที่ยากไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ที่จะเดินด้วยขาเทียม

แต่คือการเรียนรู้ว่าจะวางแผนชีวิตที่ยาวขึ้นอย่างไร

“จู่ๆ ผมก็คิดว่า ผมน่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอีก 10 ปี แล้วผมจะวางแผน 10 ปีได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมาไม่เคยวางแผนเกินหนึ่งสัปดาห์”

เมื่อถามถึงชีวิตที่เขาต้องการหลังสงครามสิ้นสุด คำตอบกลับเรียบง่าย

“ภรรยา ฟาร์ม แล้วก็พักผ่อน”

เขาบอกว่าเป้าหมายระยะยาวของเขาตั้งแต่เดินทางมายูเครนคือการอยู่ที่นี่ต่อ และใช้ชีวิตอย่างสงบในชนบท

หลังใช้ชีวิตกับความเสี่ยงและความวุ่นวายมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ เขาบอกว่าถึงเวลาที่ชีวิตจะช้าลงบ้าง

จากคนที่ครั้งหนึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตถึงอายุ 30 หรือไม่ วันนี้เขากำลังพูดถึงชีวิตในอีก 10 ปีข้างหน้า

แขนและขาของเขาอาจไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ชีวิตของเขาก็เช่นกัน

แต่สำหรับเอ็ดดี นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจบลง

มันหมายความว่า ชีวิตกำลังเริ่มต้นอีกครั้ง

 

คนธ์พงษ์ ธนัชพงศ์จิระ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน