เมื่อวันที่ 12 ก.ค. เอเอฟพีรายงานการไต่สวนคดีอาชญากรรมดังที่อยู่ในความสนใจของญี่ปุ่น จากการที่จำเลยพัวพันการตายของสามีหลายคน จนมีฉายา “แม่ม่ายดำ” ตามพฤติกรรมที่แมงมุมแม่ม่ายดำจะฆ่าตัวผู้หลังผสมพันธุ์ หญิงรายนี้ถูกจับกุมในปี 2557 เมื่อสามีคนที่ 7 เสียชีวิต
นางจิสะโกะ คาเกะฮิ ผู้ต้องหาในคดี ปัจจุบันอายุ 70 ปี ถูกไต่สวนตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน แต่เพิ่งเป็นข่าวอื้ออึงตอนนี้เพราะจู่ๆ ก็ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาที่ศาลแขวงเกียวโตเมื่อวันจันทร์ที่ 10 ก.ค.

ก่อนหน้านี้ คณะทนายของนายจิสะโกะเคยให้การในฐานะตัวแทนจำเลย ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด กระทั่งเมื่อวันจันทร์ จำเลยหญิงตอบข้อซักถามของอัยการที่ว่า “คุณได้ฆ่าสามีหรือไม่” ว่า “ไม่พลาดหรอก” ก่อนระบุว่า ตนเองวางสารพิษไซยาไนด์สังหารนายอิสะโอะ คาเกะฮิ สามีคนที่ 4 จริง เมื่อปี 2556 เพราะแค้นใจที่สามีคนนี้ไม่เคยให้เงิน
“ฉันเฝ้ารอจนถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันต้องการฆ่าเขาให้หมดไปจากความเกลียดชังที่ฝังลึก” นางจิสะโกะกล่าว และย้ำว่า สาเหตุของการฆ่ามาจากเรื่องเงิน

บ้านที่เกิดเหตุสังหารสามีคนที่ 4
“เขาไม่เคยให้เงินฉันแม้แต่แดงเดียวตั้งแต่ฉันแต่งงานด้วย” นางจิสะโกะให้การ และว่า “ฉันไม่คิดจะหนีความผิด ฉันจะหัวเราะและตายไปซะ ถ้าถูกตัดสินประหารในวันพรุ่งนี้”
อย่างไรก็ตาม ในการไต่ส่วนในพุธที่ 12 ก.ค. จำเลยแม่ม่ายดำกลับบอกว่า “ฉันจำสิ่งที่พูดไปไม่ได้แล้ว”
ในคดีนี้นางจิสะโกะถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเหยื่อ 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนที่แต่งงานเป็นสามี 1 ราย นอกจากนี้ยังมีข้อหาพยายาฆ่าอีก 1 ราย เพราะต้องการเงินประกันชีวิตสามีกว่า 1,000 ล้านเยน หรือ 300 ล้านบาท ในช่วง 10 ปี (คลิปตำรวจบุกค้นบ้านผู้ต้องหาเมื่อปี 2557)
นางจิสะโกะมักจะมีความสัมพันธ์กับชายหลายคน ส่วนมากเป็นคนแก่ หรือป่วย อีกทั้งบางคนยังพบกันผ่านบริษัทจัดหาคู่ คุณลักษณะของแม่ม่ายดำคนนี้ต้องการคือรวยและไม่มีลูก เงินที่นางจิสะโกะได้มาส่วนใหญ่มาจากฝ่ายชาย แต่นางจิสะโกะก็เสียเงินเยอะมากในการซื้อขายหุ้น
การตายของชายคู่รักหลายคนก่อนหน้ากลายเป็นเรื่องอื้อฉาวกับระบบยุติธรรมญี่ปุ่นที่ว่าทำไมถึงไม่พบพิรุธในการตายของฝ่ายชาย อีกทั้งไม่มีการชันสูตรศพในหลายกรณี
เมื่อปีก่อน ศาลแขวงเกียวโตเคยเผยผลการแพทย์ว่า นางจิสะโกะเริ่มมีอาการประสาทเสื่อมขั้นต้น แต่แข็งแรงพอที่จะขึ้นศาลได้ ทั้งนี้ ศาลนัดไต่สวนครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมและผลการตัดสินออกมาในเดือนพฤศจิกายน หากศาลตัดสินว่าจำเลยผิดจริง อาจต้องโทษประหารชีวิต