จับตาท่าทีสหรัฐฯต่อ รัฐประหารเมียนมา สะท้อนแนวทางรัฐบาลไบเดน ที่มีต่อจีน

1 ก.พ. 2564 - 13:18 น.

จับตาท่าทีสหรัฐฯต่อ รัฐประหารเมียนมา สะท้อนแนวทางไบเดน ที่มีต่อจีน : รัฐบาลไบเดนย้ำ จะไม่ผลักเมียนมาเข้าไปสู่อ้อมแขนของจีน

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

Reuters

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 สหรัฐฯได้เตือนกองทัพเมียนมาว่าจะสหรัฐฯจะดำเนินการบางอย่าง จากการก่อรัฐประหารของกองทัพ วิกฤตการทางการเมืองเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายต่อวิสัยทัศน์ของ นาย โจ ไบเดน โดย ฝ่ายบริหารของนาย โจ ไบเดน ได้กล่าวเตือนกองทัพทหารของเมียนมาว่าจะ“มีการดำเนินการ” หากกองทัพเมียนมาดำเนินการรัฐประหารอย่างชัดเจนต่อผู้นำพลเรือนของประเทศ

วิกฤตการทางการเมืองในเมียนมา กำลังทวีความรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งนับว่า การเกิดรัฐประหารในเมียนมาได้ท้าทายวิสัยทัศน์นโยบายต่างประเทศของ นาย โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่เคยสัญญาว่าจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั่วโลกรวมทั้งต่อต้านจีนที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของกองทัพเมียนมาจะทำให้ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักลง กองกำลังติดอาวุธของเมียนมายังถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการสังหารอย่างโหดร้าย ต่อชนกลุ่มน้อย ในขณะเดียวกันเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐฯสนับสนุนให้มีประชาธิปไตยในเมียนมา ก็เพราะต้องการดึงเมียนมาออกจากวงโคจรของจีน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา

AFP

ตามรายงาน กองทัพเมียนมาได้ควบคุมตัวผู้นำพลเรือนระดับสูงหลายคนรวมถึง นาง อองซานซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองของเธอ ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดอย่างถล่มทลาย ในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ กองทัพกล่าวว่าได้เข้าควบคุมประเทศและประกาศภาวะฉุกเฉินในเมียนมาเป็นเวลาหนึ่งปี เนื่องจากกองทัพไม่พอใจกับผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคของซูจีทำได้ดี ในขณะที่พรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพถือว่าทำได้ไม่ดีนัก ซึ่งกองทัพของเมียนมา กล่าวหาผู้นำพลเรือนของเมียนมาว่า มีการฉ้อโกงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (31 ม.ค.64) ที่ผ่านมา เจน ซากี โฆษกเลขาธิการของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ รู้สึก”ตื่นตระหนก” กับสิ่งที่กองทัพเมียนมากำลังกระทำ โดยสหรัฐฯ ยืนยันที่จะต่อต้านความพยายามใด ๆ ของกองทัพเมียนมา ที่จะเปลี่ยนแปลงผลของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หรือ การที่กองทัพเมียนมาพยายามขัดขวางการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของเมียนมา โดยสหรัฐฯ จะดำเนินการกับผู้ที่รับผิดชอบนั้น หากขั้นตอนเหล่านี้ไม่ถูกตอบสนอง

White House Press Secretary Jen Psaki speaks during a press briefing on January 28, 2021, in the Brady Briefing Room of the White House in Washington, DC. (Photo by MANDEL NGAN / AFP) (Photo by MANDEL NGAN/AFP

อย่างไรก็ตาม เจน ซากี โฆษกเลขาธิการของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าสหรัฐฯจะดำเนินการประเภทใดบ้าง หากกองทัพทหารของเมียนมาไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของสหรัฐฯ ทั้งนี้ มีโอกาสที่ฝ่ายบริหารของไบเดนจะหันไปใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้พยายามให้ความสำคัญกับคำแถลงกรณ์ต่อกองทัพเมียนมาที่มีท่าทีที่ค่อนข้างนุ่มนวลซึ่งไม่ได้สัญญาว่าจะลงโทษกองทัพเมียนมาแบบชัดเจนนัก โดย แอนโทนี บลิงเคน กล่าวว่า“ สหรัฐฯ จะยืนหยัดร่วมกับประชาชนพม่า ในความปรารถนาที่จะมีประชาธิปไตย เสรีภาพ สันติภาพ และการพัฒนา กองทัพทหารเมียนมา ต้องยกเลิกการกระทำเหล่านี้ทันที”


ในอดีต เมียนมาร์ถูกปกครองโดยคณะกองทัพทหารซึ่ง ทำการกักขังนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ และนักข่าวหลายพันคน จนกระทั่งหลังช่วงคริสต์ทศวรรษ 2000 เมียนมาได้เริ่มดำเนินการเพื่อเปิดระบบและปูทางไปสู่การปกครองพลเรือนที่ยังจำกัดอยู่ มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ค่อนข้างเสรี ในทศวรรษที่ผ่านมา และดำเนินการตามขั้นตอนอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้มีเสรีภาพในการพูด รวมถึงการค้าที่เสรีมากขึ้น

President Barack Obama meets with Opposition Leader Aung San Suu Kyi of Burma, in the Oval Office, Sept. 19, 2012. (Official White House Photo by Pete Souza)

ความก้าวหน้าของเมียนมาที่ดำเนินมาสู่เส้นทางประชาธิปไตยได้รับการยกย่องและได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลสหรัฐฯในสมัยของ นาย บารัค โอบามา ในช่วงที่ นาย โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งรัฐบาลของโอบามา ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหลายครั้งต่อเมียนมาเพื่อส่งเสริมให้เมียนมาเป็นประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตาม กองทัพทหารยังคงรักษาอำนาจสำคัญไว้ได้รวมถึงการควบคุมกระทรวงบางส่วนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เคยตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือน

นาง อองซานซูจี ใช้เวลาหลายปีในการถูกกักบริเวณ ก่อนการปฏิรูปประชาธิปไตย ซูจีเป็นผู้นำพลเรือนโดยพฤตินัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เธอก็ต้องสร้างความสมดุลให้กับอำนาจของกองทัพที่ยังดำรงคงอยู่เสมอ

ประชาชนชาวเมียนมา ซึ่งรวมถึงกองทัพทหาร ส่วนใหญ่แล้วนับถือศาสนาพุทธศาสนา โดยพุทธศาสนาถูกใช้ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองเพื่อควบรวมชาวพุทธพม่าเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนชาวพุทธพม่าและชาวมุสลิมโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงยาที่ถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นในปี จนแพร่ขยายไปทั่วทั้งรัฐเมียนมา

Reuters

ในปี พ.ศ.2560 ทางการของพม่าได้ดำเนินการปราบปรามชาวมุสลิมโรฮิงญา จนมีการสังหารอย่างโหดร้ายต่อชาวมุสลิมโรฮิงยาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังผลักดันให้ชาวมุสลิมโรฮิงยาอีกราว 1 ล้านคนร่นถอยไปใกล้กับพรมแดนของประเทศบังกลาเทศ โดยที่นางซูจี ปฏิเสธที่จะพูดอย่างมีความหมายต่อการสังหารหมู่ครั้งนั้น ทำให้นานาชาติและผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซุึ่งส่งผลกระทบให้ภาพลักษณ์ของเธอเสื่อมเสียอย่างมาก

Reuters

อดีตฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ไมค์ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศคนที่สองของทรัมป์ ยังสงวนท่าที ที่จะเรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยคาดว่าเป็นเพราะเขาไม่ต้องการผลักดันเมียนมาไปสู่อ้อมแขนของจีนไปมากกว่านี้ ซึ่งจีนเป็นผู้อุปถัมภ์รายสำคัญของเมียนมาเป็นระยะเวลานาน

ทั้งนี้ นาย บลิงเคน รัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะทบทวนสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาอีกครั้งว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันทั้ง นาย โจ ไบเดน และ นาย บลิงเคน ได้กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าจีนได้ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมอุยกูร์ในดินแดนของจีน

Reuters

แหล่งข้อมูล : Politico

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ จับตาท่าทีสหรัฐฯต่อ รัฐประหารเมียนมา สะท้อนแนวทางรัฐบาลไบเดน ที่มีต่อจีน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง