เศรษฐินีชาวไต้หวันถึงวาระสุดท้ายตั้งใจยกมรดกทั้งหมดให้พยาบาลที่ดูแล แต่ยังไม่ทันเซ็นให้ อีกฝ่ายกลับเมิน ก่อนเผยเหตุไม่คาดคิด
เว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานว่า ซือจิ่งจง หมอสูตินรีเวช จากโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้ออกมาเผยเรื่องราวเตือนใจชาวเน็ต หลังมีกรณีของเศรษฐินีวัยกลางคนที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิต สุดท้ายเธอตัดสินใจยกทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดกให้แก่พยาบาลที่คอยมาดูแล แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้พยาบาลรายนั้นทอดทิ้งเธอไป สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หมอได้แต่ถอนหายใจด้วยความปลงในสัจธรรมชีวิต
โดยหมอสูตินรีเวชได้โพสต์แชร์กรณีหนึ่งเมื่อหญิงวัยกลางคนผู้มั่งคั่งถูกส่งตัวมาห้องฉุกเฉินเมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา เธอใกล้มาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยหญิงรายนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากมาย แต่เธอไม่มีญาติ คนที่ดูแลเธอคือพยาบาล

ภาพประกอบ
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจบริจาคเงินให้กับสถานพยาบาลเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับการดูแลตลอดเวลาที่เธอรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในห้องฉุกเฉินปฏิเสธที่จะรับมัน เธอจึงมักจะซื้ออาหารและน้ำมาให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานหนักเหล่านี้
กระทั่งในท้ายที่สุดเศรษฐินีรายนี้ตัดสินใจจะมรดกทั้งหมดให้กับพยาบาลที่ดูแลเธอตลอดมา แต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหาทนายความมาที่แผนกฉุกเฉินเพื่อจัดการขั้นตอนเหล่านี้ได้
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเศรษฐินีซึ่งมีร่างกายอ่อนแอ บังเอิญติดโควิด 19 เข้าโดยบังเอิญ เมื่อพยาบาลที่ถูกกำหนดให้ได้รับมรดกทราบเข้า ก็ตัดสินใจทิ้งเศรษฐินีและหนีไป เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อไปด้วย ทั้งๆ ที่สถานการณ์โรคในตอนนี้จะไม่ได้รุนแรงเท่าที่ผ่านมาก็ตาม

ภาพประกอบ
นอกจากนี้ ทางหมอสูตินรีเวชได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “หาเงินมาเท่าไหร่ ก็เอาไปไม่ได้เมื่อตายไป อยากฝากไว้ อาจไม่มีใครยินดีไปกับคุณจนวินาทีสุดท้าย ทำบุญเพื่อส่วนรวมไว้เยอะๆ ดีกว่า แบ่งความสุขเสียงหัวเราะให้กับคนไม่มี ตอนที่จากไป จะมีประโยชน์อะไรกับการเก็บเงินไว้ในธนาคาร?”
ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงให้กับชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางคนบอกว่า “ใช้เงินให้หมดเมื่อคุณใช้มันได้” “คุณสามารถเห็นชีวิตทุกประเภท ในห้องไอซียู” “สิ่งที่หมอแบ่งปันมีประโยชน์มาก ขอบคุณค่ะ” “มีเมตตาเสมอและทำสาธารณประโยชน์ให้มากขึ้น หาเงินและมีความสุขได้ ช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น” และความเห็นต่างๆ อีกมากมาย