การรับรองรัฐปาเลสไตน์ของสเปน นอร์เวย์ และไอร์แลนด์ สำคัญอย่างไร
เว็บไซต์เดอะการ์เดียนเผยแพร่บทความวิเคราะห์จากกรณี รัฐบาลนอร์เวย์ สเปน และไอร์แลนด์ระบุว่า มีแผนที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ เมื่อเช้าวันพุธที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากหารือกันหลายสัปดาห์
นอร์เวย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทูตตะวันออกกลางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าการจัดเจรจาสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ในช่วงเริ่มแรก เมื่อทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงออสโลนั้น ระบุว่าการรับรองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะสนับสนุนแนวทางสายกลางท่ามกลางสงครามในกาซ่า
โยนัส กาหร์ สโตระ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์กล่าวว่า ในท่ามกลางสงคราม หลายหมื่นคนถูกสังหารและบาดเจ็บ เราต้องทำให้ทางเลือกเดียวที่เสนอการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางทางการเมืองสำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์ยังคงอยู่ คือ แนวทางสองรัฐที่รัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์ อาศัยอยู่เคียงข้างกัน ด้วยสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัย
นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าวหาว่า “นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซ่าและทำลายแนวทางสองรัฐ เราต้องใช้ทรัพยากรทางการเมืองทั้งหมดที่ช่วยเราได้เพื่อที่จะส่งเสียงที่ดังและชัดเจนออกไปว่า เราจะไม่อนุญาตให้ความเป็นไปได้ในการใช้แนวทางสองรัฐเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ถูกทำลายลง จากการใช้กำลัง เนื่องจากเป็นเพียงหนทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหนทางเดียวในความขัดแย้งที่เลวร้ายนี้”
นายไซมอน แฮร์ริส นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ กล่าวว่า “เขาคาดว่า ชาติอื่นๆจะเข้าร่วมกับไอร์แลนด์ สเปนและนอร์เวย์ ในการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้ ไอร์แลนด์มีความชัดเจนในการรับรองอิสราเอลและสิทธิของอิสราเอลที่จะดำรงอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัยและสงบสุขกับเพื่อนบ้าน และเรียกร้องให้ตัวประกันทั้งหมดในกาซ่าถูกนำกลับมาโดยเร็วทันที”
กรอบเวลาสำหรับการรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้น นอร์เวย์ สเปน และไอร์แลนด์ จะรับรองปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พ.ค.นี้
ไม่ได้ถือเป็นครั้งแรกที่ชาติยุโรปรับรองรัฐปาเลสไตน์ โดยสวีเดนเป็นชาติสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู ชาติแรกที่รับรองปาเลสไตน์ในเดือนต.ค.2014 โดยกล่าวในครั้งนั้นว่า “เป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาเลสไตน์ เราหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้ชาติอื่นทำตาม”
อย่างไรก็ตาม ชาติยุโรปรวมถึงบัลแกเรีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี โปแลนด์ และโรมาเนียรับรองปาเลสไตน์ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ก่อนกลายเป็นสมาชิกอียูนานพอสมควร
ขณะเดียวกัน ในปัจจุบัน สมาชิกองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นราว 140 ประเทศรวมถึงไทยจากสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศรับรองรัฐปาเลสไตน์
ความหมายต่อกระบวนการสันติภาพ
หลายประเทศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในฐานะรัฐเอกราชเรียบร้อยแล้ว แต่แง่น้ำหนักในการรับรอง โดยเฉพาะในหมู่ชาติตะวันตกจะมีความหมายที่สำคัญ
บางทีความสำคัญสูงสุดคือ การรับรองรัฐปาเลสไตน์จากชาติใหม่ๆแสดงให้เห็นถึงการลด “กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ” ในกระบวนการสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ของสหรัฐ นับตั้งแต่ช่วงการเจรจาสันติภาพที่กรุงออสโล นอร์เวย์
จากการที่กระบวนการสันติภาพอยู่ในภาวะย่ำแย่ เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์เพียรพยายามทำงานหาเสียงสนับสนุนจากชาติยุโรปที่ยิ่งเร่งมากขึ้นอีกในยุคทรัมป์ (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ) เนื่องจากชาวปาเลสไตน์ถูกกีดกันออกจากข้อตกลงอับราฮัม และทรัมป์ย้ายสถานทูตสหรัฐไปที่นครเยรูซาเล็ม ยิ่งทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจร้าวลึกมากขึ้นต่อสหรัฐ ซึ่งชาวปาเลสไตน์รู้สึกว่าไม่ได้เป็นตัวแทนเจรจาสันติภาพที่จริงใจ
สวีเดน นอร์เวย์ ไอร์แลนด์และสเปนเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์มานาน สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษชี้ด้วยว่า อาจพิจารณารับรองปาเลสไตน์ ท่ามกลางความไม่พอใจที่รุนแรงขึ้นจากกรณีที่อิสราเอลปฏิเสธกระบวนการที่จะนำไปสู่การใช้แนวทางสองรัฐมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในยุคเนทันยาฮู แม้กระทั่งการที่อิสราเอลยังคงตั้งถิ่นฐานในดินแดนปาเลสไตน์
นายฮิว โลวัตต์ นักวิจัยนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากคณะมนตรียุโรปกล่าวว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เปิดเส้นทางที่มีความหมายสู่การจัดตั้งรัฐ
“การรับรองปาเลสไตน์เป็นก้าวสำคัญสู่เส้นทางการเมือง ซึ่งใช้การได้ นำไปสู่การกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาเลสไตน์”
นี่คือเงื่อนไขที่ต้องทำให้เสร็จก่อน เพื่อทำให้ชาติอาหรับเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการหยุดยิงอย่างยั่งยืนในกาซ่า ในฐานะที่เป็น”แผนวิสัยทัศน์อาหรับ” เพื่อดำเนินการแนวทางสองรัฐ และหลายรัฐ เช่น ซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้สหรัฐและยุโรปรับรองรัฐปาเลสไตน์
จะส่งผลในทางปฏิบัติกับชาวปาเลสไตน์หรือไม่
สมดุลน้ำหนักของการรับรองอาจเป็นดาบสองคมต่อองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ที่ทุจริต อ่อนแอและไม่เป็นที่นิยมภายใต้นายมาห์มูด อับบาส ซึ่งปกครองเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง โดยไม่มีการเลือตั้งมานับตั้งแต่ปีค.ศ. 2006 และนายอับบาสเองไม่ได้รับอาณัติจากประชาชน
ความคาดหวังใดๆก็ตามว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์จะเปลี่ยนสภาพที่น่าสังเวชในเวสต์แบงก์ ซึ่งการโจมตีโดยกองกำลังความมั่นคงและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลเพิ่มขึ้นนั้นจะเกิดก่อนกำหนดเกือบจะแน่นอนและความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้นอาจส่งผลโดยตรงต่อนายอับบาส
อย่างไรก็ตาม โดยนัยการรับรองหมายถึง สิทธิในการกำหนดชะตากรรมด้วยตนเองของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งอาจช่วยเสริมความเข้มแข็งแก่ภาคประชาสังคมปาเลสไตน์ที่ถูกขัดขวางการเติบโตในยุคนายอับบาส
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชาวปาเลสไตน์อาจเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมน้อยกว่านั้น ซึ่งคือการยอมรับว่า ชาวปาเลสไตน์มีสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจนในการกำหนดชะตากรรมด้วยตนเองที่ไม่ต้องขออนุญาตจากประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นความคิดความเข้าใจที่ไปสนับสนุนบทบาทตัวกลางไกลเกลี่ยของสหรัฐนับตั้งแต่ข้อตกลงออสโล
ความหมายต่ออิสราเอล
เรื่องที่เกิดซ้ำซากในการเมืองอิสราเอลมากว่า 10 ปี ซึ่งคิดขึ้นโดยนายอีฮัด บารัค อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล คืออิสราเอลเสี่ยงต่อคลื่นสึนามิถาโถมทางการทูต เนื่องจากนโยบายของอิสราเอลเอง
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คลื่นยักษ์ระลอกใหญ่เริ่มโจมตีนายเนทันยาฮู การยอมรับรัฐปาเลสไตน์ส่งผลอย่างหนักต่อนายเนทันยาฮู และนายโยอาฟ กัลแลนต์ รมว.กลาโหมอิสราเอล หลังจากอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซียื่นขอหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม ขณะเดียวกันอิสราเอลกำลังถูกสอบสวนในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งยื่นฟ้องร้องโดยประเทศแอฟริกาใต้ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือไอซีเจด้วย
สหรัฐ อังกฤษและชาติอื่นๆเริ่มใช้การคว่ำบาตรต่อต้านผู้เข้าไปตั้งถิ่นฐานโดยใช้ความรุนแรงและกลุ่มขวาสุดโต่งที่สนับสนุนผู้ตั้งถิ่นฐาน และขณะนี้ สามชาติยุโรปตัดสินใจดำเนินการฝ่ายเดียวที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์
อิสราเอลตระหนักรู้ด้วยว่า ประเทศอิสราเอลถูกปฏิบัติเหมือนรัฐนอกคอก ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติเพิ่มมากขึ้นและแม้กระทั่งถูกโดดเดี่ยวทางการทูตมากขึ้นด้วย