ข่าวใหญ่ของวงการแฟชั่นฝรั่งเศสสัปดาห์นี้ เป็นการแยกทางของ วีร์ฌีนี วิอาร์ด ดีไซเนอร์คนดัง วัย 62 ปี ที่ขอลาตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของห้องเสื้อ ชาเนล – Chanel ซึ่งชาเนลยืนยันเมื่อ 6 มิ.ย.

เมื่อปี 2562 วิอาร์ดมาทำหน้าที่แทน คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ดีไซเนอร์ระดับตำนานที่ลาโลกไปในปีนั้นด้วยวัย 85 ปี หลังจากดีไซเนอร์หญิงทำงานกับลาเกอร์เฟลด์ให้ชาเนลมานานกว่า 30 ปี

Chanel ไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุผลการลาออกครั้งนี้ของวิอาร์ด แต่ส่งสารขอบคุณเธอที่พัฒนาแบรนด์ ชาเนล โดยเคารพถึงแบบฉบับดั้งเดิมของชาแนลมาโดยตลอด และยังขอบคุณที่เธอได้ทำให้ชาแนลเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และเต็มเปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาจากความสามารถอันน่าทึ่ีงของเธอ

FILE – ดีไซเนอร์ วีร์ฌีนี วิอาร์ด (Virginie Viard) ออกมารับเสียงปรบมือในช่วงจบการแสดงแฟชั่น โอต์กูตูร์ ชาเนล คอลเลกชั่น สปริง-ซัมเมอร์ 2023 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อ 24 ม.ค.2566 (AP Photo/Christophe Ena, File)

ระหว่างที่ชาเนลยังไม่ได้ประกาศว่าใครจะมาแทนวิอาร์ด เดอะ ไทมส์ สื่อของอังกฤษ รายงานถึงรายได้ที่แสนจะอู้ฟู่ของห้องเสื้อระดับหรูของฝรั่งเศส ว่าสวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่อึมครึมด้วยหลายปัจจัย

จากรายงานของบลูมเบิร์ก สื่อธุรกิจชื่อดังของสหรัฐ อแลง และ ชีราร์ด แวร์ตไฮเมอร์ ผู้บริหารชาแนล วัย 75 และ 73 ปี ได้เงินปันผล ร่วมกับหุ้นส่วน กาเบรียล โคโค่ ชาเนล จากการบริหารกลุ่มบริษัทแฟชั่นอันแสนหรูหรา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เกาะเคย์แมน กว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (441,420 ล้านบาท) ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

ปี 2566 รายได้สูงถึง 5,700 ล้านดอลลาร์, ปี 2565 จำนวน 1,700 ล้านดอลลาร์ และในปี 2564 อีกจำนวน 5,000 ล้านดอลลาร์

เรียกได้ว่าตระกูล แวร์ตไฮเมอร์ ถือเป็นตระกูลรวยล้ำของฝรั่งเศสที่สูสีกับครอบครัว อาร์โนลต์ แห่งบริษัท LVMH ที่มี หลุยส์ วิตตอง เป็นตัวชูโรง และสูสีกับ ฟรองซัวส์ เบ็ตต็องกูร์ เมเยร์ส แห่ง ลอรีอัล (L’Oréal)

ภายใต้การบริหารของวิอาร์ด ชาแนลมีรายได้พุ่งสูงถึง 77% จากเดิม 11,100 ล้านดอลลาร์ สู่ 19,700 ล้านดอลลาร์ เมื่อธันวาคมปี 2561 รายได้ทั้งหมดจึงดันกำไรพุ่งพรวดถึง 120% จาก 2,900 ล้านดอลลาร์ (1 แสนล้านบาท) สู่ 6,400 ล้านดอลลาร์ (2.35 แสนล้านบาท)

FILE PHOTO: Chanel bags and creations are displayed on mannequins in a window of a fashion house Chanel store in Paris, France, June 18, 2020. REUTERS/Charles Platiau/File Photo

ถึงแม้บริษัทจะมีการปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นเนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อแต่ก็ยังสามารถประสบความสำเร็จจนกวาดรายได้ไปมากมายท่ามกลางสภาวะเศรฐกิจชะลอตัวในกลุ่มธุรกิจสินค้าหรู

โดยปกติแล้ว ภาคสินค้าฟุ่มเฟือยมักชะลอตัวในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งครั้งนี้สะเทือนมาจากความต้องการซื้อในจีนลดลง เนื่องจากประสบปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ, การมีหนี้ที่เพิ่มขึ้น และการจับจ่ายใช้สอยส่วนตัวลดลง

ขนาดแบรนด์ดังอย่างเบอร์เบอร์รีส์ – Burberry’s ของอังกฤษ รายได้ยังร่วงถึง 4% ไปอยู่ที่ 2,960 ล้านปอนด์ (1.38 แสนล้านบาท) เมื่อนับถึงวันที่ 30 มี.ค. ในขณะที่กำไรก็ร่วงถึง 36% คิดเป็น 418 ล้านปอนด์ (19,500 ล้านบาท)

ด้าน เคอริง Kering กลุ่มธุรกิจแฟชั่นของฝรั่งเศส มูลค่าของบริษัทในตลาดหายวับไป 9,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากยอดขาย กุชชี – Gucci ในประเทศจีนลดลงเนื่องจากราคาที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง

เมื่อรายได้กุชชีซึ่งมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งเครือเคอริงลดลง จึงทำให้รายได้ทั้งบริษัทดิ่งลงไปถึง 18% เหลือ 2,100 ล้านยูโร (83,500 ล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ลดฮวบ ยอดขายของเคอริงเมื่อเทียบปีต่อปี ลดลงถึง 10% เหลือ 4,500 ล้านยูโร (179,000 ล้านบาท)

ยังมีสัญญาณอื่นที่บอกว่ากลุ่มธุรกิจแฟชั่นเหล่านี้กำลังจะเผชิญกับความยากลำบาก เช่น กรณีที่บริษัทของดีไซเนอร์ คริสโตเฟอร์ เคนส์ – Christopher Kane’s ยื่นเรื่องเข้าสู่การบริหารจัดการภายใต้กฎหมายล้มละลายไปเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนบริษัท แมตเชสแฟชั่น – MatchesFashion ผู้ค้าปลีกระดับไฮเอนด์ ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน และถูกบริษัท เฟรเซอร์ส กรุ๊ปของ ไมก์ แอชลีย์ เข้าซื้อกิจการไปแล้ว

________

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน