เมื่อวันที่ 3 เม.ย. เดอะการ์เดียน ของอังกฤษเผยเรื่องราวของ นางซาคีลา ซารีน สาวชาวอัฟกานิสถาน วัย 23 ปี ผู้้ลี้ภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง มาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งกับครอบครัวในแคนาดา ภายหลังตกเป็นเหยื่อความรุนแรงหลังจากการที่สามีใช้ปืนยิงแสกหน้าจนเสียโฉม
นางซาคีลาได้มาอยู่บ้านหลังใหม่ในแวนคูเวอร์ เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคนาดา ได้วางรูปถ่ายของเธอ สวมชุดกระโปรงสีเหลือง เจาะตุ้มหู และสร้อยคอ ไว้ข้างๆ เตียงนอน อันเป็นรูปภาพที่รำลึกถึงชีวิตของเธอก่อนจะถูกบังคับให้แต่งงาน จนต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด
“รูปถ่ายรูปนี้เป็นความทรงจำที่คิดถึงตัวฉันที่เคยเป็นค่ะ ตอนนี้ฉันจ้องรูปตัวเอง ไม่มีดวงตา ไม่มีใบหน้า ไม่มีริมฝีปาก แต่ฉันยังมีรูปนี้” นางซาคีลา เผยความรู้สึก
เรื่องราวของเธอย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 นางซาคีลา สาววัย 17 ปี ถูกพี่เขยของสามี นักรบที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังตาลิบัน ในจังหวัดบักห์ลัน ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์อีก 20 คน บุกเข้ามาในบ้านของพ่อแม่เธอ โดยบังคับให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกพี่น้องผู้ชายวัย 14 ปีของเธอ
นางซาคีลาไม่ยินยอม แต่ครอบครัวของเธอไม่มีอำนาจพอที่จะขัดขวางการแต่งงานสายเลือดเดียวกันได้ เนื่องจากพ่อของเธอมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนอนติดเตียง คืนวันแต่งงาน นางซาคีลาก็ถูกสามีทำร้ายและข่มขืน
เมื่อหมดหนทาง นางซาคีลาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่า ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากสามีไม่ได้ตัดหู จมูก ปาก หรืออวัยวะใดๆ ของฝ่่ายหญิง
“ดิฉันรู้สึกไร้ความหวังอย่างสิ้นเชิง ตำรวจพรากความหวังทั้งหมดที่จะสามารถทำอะไรได้”
นางซาคีลาเดินทางกลับไปหาแม่ที่บ้าน ขณะที่สามีทราบเรื่องว่าภรรยาไปแจ้งความกับตำรวจตอนเช้า พอตกดึกวันนั้น สามีพร้อมพรรคพวกติดอาวุธรวม 3 คน บุกมาที่บ้าน จากนั้นสามีใช้ปืนยิงใส่หน้านางซาคีลา
นางซาคีลารอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังถูกนำตัวมายังโรงพยาบาลในกรุงคาบูล ซึ่งห่างจากบ้านเกิดของเธอไกลถึง 418 ก.ม. และต้องเดินทางผ่านถนนบนภูเขาหลายลูก เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ค่อยลูบใบหน้าที่มีผ้าพันแผล จนรู้ว่าตัวเองต้องสูญเสียใบหน้าไปข้างหนึ่ง
“ดิฉันสงสัยเหลือเกินว่า สิ่งที่ฉันทำลงไปสมควรแล้วหรือที่จะต้องได้รับการรักษาความเจ็บปวดที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้”
รัฐบาลอินเดียเดินทางไปหานางซาคีลาในกรุงนิวเดลี และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดศัลยกรรมถึง 9 ครั้ง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การผ่าตัดศัลยกรรมใช้เงินจำนวนมาก จนแพทย์เคยเตือนแม่ของนางซาคีลาว่า ลูกสาวของเธอจะไม่มีชีวิตรอด
ส่วนพี่เขยของนางซาคีลา ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากอินเดียถึง 965 ก.ม. แต่ยังไม่หยุดทำร้ายนางซาคีลา โดยกล่าวว่า “ฉันจะตามพวกแก ฉันจะฆ่าแก แม่แก และน้องสาวแก” และเมื่อปีที่แล้ว เคยให้สัมภาษณ์กับ เดอะการ์เดี้ยน โดยอ้างว่า นางซาคีลาใช้ปืนยิงตัวเอง ขณะที่สามีของนางซาคีลาต้องโทษจำคุก 10 เดือน ฐานยิงภรรยาตัวเอง
นางซาคีลากลัวที่จะต้องเดินทางกลับไปยังอัฟกานิสถาน จึงยื่นเรื่องขอลี้ภัยผ่านสหประชาชาติ และเมื่อปี 2559 ก็ได้รับการยอมรับตามเงื่อนไขในการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา และเริ่มวาดฝันสำหรับชีวิตใหม่ให้ห่างไกลจากสามีที่ทำร้ายเธอ แต่ 1 ปีให้หลัง ความฝันก็พังทลาย เมื่อทางการสหรัฐยกเลิกข้อเสนอให้ตั้งถิ่นฐาน เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
“ดิฉันไม่อยากเชื่อและร้องไห้ตลอดทางกลับบ้าน ข้อความนั้นทำให้ดิฉันป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลค่ะ”
ขณะที่มีข้อสันนิษฐานว่า ทางการสหรัฐอาจเพิกถอนคำขอลี้ภัยของนางซาคีลา เพราะสามีและพี่เขยของเธอมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มตาลิบัน และเหตุผลเดียวกันนี้เองทำให้ทางการสวีเดนปฏิเสธคำขอลี้ภัยเช่นกัน
กระทั่ง ทางการแคนาดาตอบรับคำขอลี้ภัย นางซาคีลาพร้อมกับคุณแม่และอีกน้องสาวอีกคน ได้อยู่อาศัยที่แวนคูเวอร์ เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
นางซาคีลาลองเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ และเปิดผ้าพันแผลที่ปิดดวงตาข้างซ้ายไว้ออกมา เผยให้เห็นสภาพที่มีร่องรอยผ่าตัดบนใบหน้า หลังพยายามใช้ชีวิตในสภาพแบบนี้อยู่หลายปี ก็รู้สึกว่าตัวเองได้พบกับสถานที่ที่จะวางเป้าหมายในการสร้างชีวิตใหม่ของตัวเองแล้ว
“ดิฉันคิดว่าจะถูกผู้คนรังควานหรือจ้องมอง แต่ไม่มีใครมาวุ่นวายกับฉันเลยค่ะ”
นางซาคีลามีชีวิตใหม่ที่ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ขณะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย แต่กังวลว่าสักวันหนึ่ง พี่เขยและสามีจะตามล่าตัวเธอในแคนาดา แต่นางซาคีลาจะไม่ยอมวิ่งหนีอีก และได้วาดแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของตัวเองที่วางใต้ข้างเตียงรวมทั้งการเดินทางเพื่อลี้ภัยที่แสนวุ่นวาย
“เมื่อก่อนดิฉันเข้มแข็งเพราะต้องคอยต่อสู้เอาคืนอยู่เสมอและยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ตอนนี้ดิฉันเข้มแข็งมากขึ้น ต่อไปนี้ดิฉันจะไม่ยอมเงียบอีกแล้วค่ะ” นางซาคีลากล่าวทิ้งท้าย



