ปี 2024 ประเดิมทะลุ 1.5 องศา โลกร้อนสุดตั้งแต่ยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
ปี2024ประเดิมทะลุ1.5องศา – วันที่ 7 พ.ย. รอยเตอร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าปีค.ศ. 2024 จะเป็นปีแรกที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ทะลุเกณฑ์ข้อตกลงปารีส
ข้อมูลดังกล่าวมาจากโครงการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) แห่งสหภาพยุโรป หรืออียู ส่งผลให้ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ทะลุเพดานข้อกำหนดของข้อตกลงปารีสเป็นปีแรก
การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) ที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
ท่ามกลางความกังวลถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐอเมริกา ชาติผู้ปลดปล่อยก๊าซก่อโลกร้อนรายใหญ่ที่สุดของโลก (กับจีน) หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่าปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือโลกร้อน เป็นเรื่องลวงโลกที่ทางการจีนปั้นแต่งขึ้นเพื่อทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐ ชนะเลือกตั้งเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ
C3S ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่เดือนม.ค. ถึงต.ค. ที่ผ่านมานั้นสูงมาก และจะส่งผลให้ปีนี้เป็นที่สภาพอากาศร้อนที่สุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ยกเว้นกรณีเดียว คือ เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดเหลือศูนย์องศาเซลเซียสในช่วงที่เหลือของปีนี้
นายคาร์โล บูยอนเท็มโป ผู้อำนวยการ C3S กล่าวว่า ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกปีนี้ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ คือ ปัญหาโลกร้อน เพราะสภาพอากาศทั่วโลกร้อนขึ้นในทุกทวีปและทุกมหาสมุทร
นายบูยอนเท็มโป ระบุด้วยว่า ปีนี้จะเป็นปีแรกที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับโลกช่วงปีค.ศ. 1850 ถึง 1900 ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้ในระดับอุตสาหกรรม
ขณะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซก่อโลกร้อนอันดับหนึ่งนั้นมาจากปฏิกิริยาสันดาป (การเผา) ของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
นางโซเนีย เซเนวิแรตนี นักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส ซือริช (ETH Zürich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่โลกมาถึงจุดนี้ แต่เรียกร้องให้ COP29 ออกมาตรการให้รัฐภาคีลดก๊าซโลกร้อนจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง
นางเซเนวิแรตนี ระบุว่า เพดานอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสกำลังเริ่มถูกทำลายลงแล้วเนื่องมาจากความล่าช้าในการแก้ไขโลกร้อนของบรรดารัฐภาคีทั่วโลก
รายงานระบุว่า ความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ปี 2015 บรรดารัฐภาคีสมาชิกตกลงจะดำเนินการ “ไม่ให้อุณหภูมิทั่วโลก” สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยทางธรรมชาติที่ร้ายแรง
ข้อมูลล่าสุดจาก C3S ไม่ใช่อุณหภูมิทั่วโลกจะทะลุ 1.5 องศา แต่เป็น “อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก” ที่ทะลุ 1.5 องศาเป็นปีแรก ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย โดยทาง C3S คาดว่า หากทิศทางยังไม่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิทั่วโลกจะทะลุ 1.5 องศา ภายในปี 2030
“ใกล้จะถึงแล้วครับ เหลืออีกนิดเดียว” บูยอนเท็มโป ระบุ
ทั้งนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว เช่นในปีนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสเปนเมื่อเดือนต.ค. มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย ไฟป่ารุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเปรู
น้ำท่วมใหญ่ในบังกลาเทศ ทำลายนาข้าวไปถึง 1 ล้านตัน ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูง ไปจนถึงเฮอร์ริเคนมิลตันที่สหรัฐฯ
ส่วนข้อมูลสภาพอากาศโลกนั้นทาง C3S เก็บมาตั้งแต่ปี 1940 และสามารถนำไปเทียบกับข้อมูลอื่นที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ปี 1850 ได้ ขณะที่รายละเอียดข้อมูลล่าสุดนั้นจะเปิดเผยในการประชุม COP29