อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
วันที่ 27 พ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศ รอยเตอร์ รายงานว่า อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นครเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เตรียมขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับพลเอกอาวุโส “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำทหารสูงสุดของเมียนมา ในข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
กรณีการสังหารชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่แถบชายขอบของประเทศ จนเป็นเหตุให้มีผู้อพยพไปยังบังคลาเทศซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเกือบล้านคน สร้างความยินดีให้กับรัฐบาลเงาของพม่า และกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้เพื่อชาวโรฮิงญา
สำหรับคณะผู้พิพากษา 3 คนตัดสินว่า พวกเขามี “เหตุผลอันสมคสร” ที่จะเชื่อว่า พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย มีความผิดทางอาญาในกรณีการเนรเทศและข่มเหงชาวโรฮิงญาในเมียนมาและบังกลาเทศหรือไม่

ภาพประกอบ
ผู้สืบสวนของสหประชาชาติระบุอีกว่า ดำเนินการด้วย “เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ส่วนทางด้านเมียนมาเคยออกมาปฏิเสธ โดยอ้างว่า กองกำลังความมั่นคงกำลังดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อกลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีด่านตำรวจ
ขณะที่ทางด้านซิน มา ออง รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลเงาของเมียนมา เรียกการยื่นขอหมายจับครั้งนี้ว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ เธอกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เขาต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ทุกชีวิตที่เขาทำลาย และครอบครัวที่เขาทำให้แตกแยก”
การศาลอาญาระหว่างประเทศ ออกแถลงการณ์ระบุว่า แม้ว่าเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC ตามสนธิสัญญา แต่ในคำตัดสินปี 2561 และ 2562 ศาลมีเขตอำนาจศาลเหนืออาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ถูกกล่าวหาซึ่งเกิดขึ้นบางส่วนในประเทศ บังกลาเทศ ซึ่งเป็นสมาชิก ICC
ขณะเดียวกัน อัยการกำลังดำเนินการขอหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเมียนมาครั้งแรก หลังจากมีการสอบสวนอย่างครอบคลุม เป็นอิสระ และเป็นกลาง โดยจะมีการยื่นคำร้องขอหมายจับเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา

ภาพประกอบ
ทั้งนี้ อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการสอบสวนมาเกือบ 5 ปีแล้ว การสอบสวนของศาลไม่เพียงแต่ถูกขัดขวางด้วยการขาดการเข้าถึงประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเมียนมาอยู่ในสภาวะวุ่นวายนับตั้งแต่กองทัพขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งนำโดยนางอองซานซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2564 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดขบวนการต่อต้านที่เริ่มต้นจากการประท้วงอย่างสันติ และต่อมาได้พัฒนาเป็นการกบฏติดอาวุธในหลายแนวรบ
นอกจากนี้ การดำเนินการออกหมายจับของไอซีซี ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำลายวงจรของการละเมิดและการละเว้นโทษ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพเมียนมาละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรงมาอย่างยาวนาน
เบื้องต้นทางโฆษกของรัฐบาลทหารเมียนมายังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อรายงานที่เกิดขึ้น