ผู้เชี่ยวชาญเผย 3 หลักการเลือกที่นั่ง เอาตัวรอดในเหตุเครื่องบินตก ส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิต 20%
เมื่อภาพอุบัติเหตุเครื่องบินปรากฏในข่าวมักทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจต่อการเดินทางทางอากาศ และทำให้ผู้โดยสารเกิดคำถามว่า “เมื่อนั่งเครื่องบิน นั่งตรงไหนจึงจะปลอดภัยที่สุด?” แม้ว่าการบินจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในวิธีการคมนาคมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่เมื่อเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ตำแหน่งที่นั่งอาจกลายเป็นปัจจัยแห่งชีวิต
ล่าสุด เครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ที่ประกอบด้วยผู้โดยสาร 242 คน ได้ตกหลังจากขึ้นบินได้ไม่นานเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา และชนเข้ากับหอพักของวิทยาลัยการแพทย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 294 คนและมีผู้รอดชีวิตคนเดียว เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นอุบัติเหตุการบินที่ร้ายแรงที่สุดในโลกในรอบ 10 ปี แต่ยังเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกของเครื่องบินโบอิ้ง 787 นับตั้งแต่เข้าประจำการ ซึ่งสร้างความตกใจไปทั่วโลก (อ่านเพิ่มเติม คลิก)

Emergency personnel and other people gather near damaged property, at the site where an Air India plane crashed, in Ahmedabad, India, June 12, 2025. CENTRAL INDUSTRIAL SECURITY FORCE VIA X/Handout via REUTERS THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY. MANDATORY CREDIT. NO RESALES. NO ARCHIVES.
ตามรายงานของ LiveScience แม้ว่าความเป็นไปได้ของอุบัติเหตุการบินจะต่ำมาก การเดินทางโดยเครื่องบินยังคงถือว่าปลอดภัยกว่าการขับรถมาก รองศาสตราจารย์ เฉิง หลุงวู จากสถาบันการบินของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่า “จากข้อมูลเฉพาะทางแล้ว อัตราการเสียชีวิตจากการเดินทางโดยเครื่องบินต่ำกว่าการขับรถมาก”
ข้อมูลจากคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NTSB) ยังแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 2001 ถึง 2017 ผู้โดยสารรอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินประมาณ 94% ความเป็นไปได้ที่เที่ยวบินพาณิชย์จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมีเพียง 1 ใน 13.7 ล้าน
อย่างไรก็ตาม เมื่ออุบัติเหตุการบินเกิดขึ้นที่นั่งใดจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต จากการรวบรวมหลายกรณีของอุบัติเหตุการบินและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้โดยสารสามารถอ้างอิง “หลักการเลือกที่นั่งทองคำ 3 ข้อ” คือ ท้ายเครื่อง ทางเดิน และใกล้ทางออกฉุกเฉิน

ตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุสายการบินเจจูแอร์ในปี 2024 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 คน โดยมีเพียงลูกเรือ 2 คนที่นั่งอยู่ท้ายเครื่องเท่านั้นที่รอดชีวิต จากการสอบสวนภายหลัง เครื่องบินไถลออกจากรันเวย์และชนกำแพงคอนกรีตขณะลงจอดที่สนามบินมูอันในเกาหลีใต้ ทำให้ลำตัวเครื่องแตกหัก มีเพียงท้ายเครื่องเท่านั้นที่ยังคงโครงสร้างเดิม ทำให้ทั้งสองคนรอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์
สถานการณ์คล้ายคลึงกันยังเกิดขึ้นในอุบัติเหตุเครื่องบินเจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 123 ในปี 1985 และทรานส์เอเชีย แอร์เวย์ เที่ยวบิน 222 ในปี 2014 โดยผู้รอดชีวิตเกือบทั้งหมดนั่งอยู่ท้ายเครื่อง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) โดยนิตยสารไทม์ แสดงให้เห็นว่า อุบัติเหตุการบินตั้งแต่ปี 1971 เป็นต้นมา อัตราการรอดชีวิตของที่นั่งส่วนท้ายอยู่ที่ประมาณ 69% ส่วนกลาง 56% และส่วนหน้าเพียง 49% เพียงแค่ตำแหน่งที่นั่งเพียงอย่างเดียวก็อาจส่งผลต่อโอกาสการรอดชีวิตได้ถึง 20%
นอกจากท้ายเครื่องแล้ว บริเวณใกล้ปีกและโคนปีกก็ปลอดภัยเช่นกัน เฉิง หลุ วู อธิบายว่า บริเวณนี้มีโครงสร้างที่เสริมแรงและมักอยู่ใกล้ทางออกฉุกเฉิน ซึ่งช่วยในการหลบหนีอย่างรวดเร็ว แต่ใต้ปีกมีห้องเก็บเชื้อเพลิง หากเกิดไฟไหม้จากอุบัติเหตุ ก็ต้องระวังความเสี่ยงเช่นกัน

แดเนียล กวาซี อัดเจกุม นักวิจัยด้านความปลอดภัยการบินจากมหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา เตือนว่า หลังเกิดอุบัติเหตุ “ผู้โดยสารต้องอพยพออกจากเครื่องบินภายใน 90 วินาที” จึงแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบประตูฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดหลังขึ้นเครื่อง และนับจำนวนแถวจากที่นั่ง เพื่อป้องกันกรณีที่ควันหนาบดบังสายตา พร้อมทั้งยังเน้นย้ำว่า ในช่วงเวลาวิกฤต ห้ามถือกระเป๋า ถ่ายวิดีโอ หรือทำอะไรที่ชะลอการหลบหนี
ศาสตราจารย์กิตติคุณ เซจิ อาเบะ จากมหาวิทยาลัยคันไซ เสริมว่า ที่นั่งที่ปลอดภัยจริง ๆ ยังคงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของอุบัติเหตุ หากหัวเครื่องกระทบพื้นก่อน แถวหลังจะปลอดภัยกว่า แต่หากเป็นกรณีตรงข้าม อาจเป็นไปในทางกลับกัน เขาแนะนำให้เลือกที่นั่งติดทางเดินเป็นลำดับแรก เพื่อความสะดวกในการอพยพอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าที่นั่งทุกตัวบนเครื่องบินจะได้รับการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญยังคงเรียกร้องให้ผู้โดยสารจดจำเนื้อหาในวิดีโอสาธิตความปลอดภัย เรียนรู้ข้อมูลการหลบหนี และรักษาความสงบสติอารมณ์ในเวลาฉุกเฉิน รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของลูกเรือ เพราะสิ่งที่ช่วยชีวิตได้จริงไม่ใช่เพียงที่นั่งเท่านั้น แต่คือความตื่นตัวและสติในการลงมือทำ