หญิงอเมริกันช็อก! เจอปลายนิ้วมือมนุษย์ในแรปไก่ที่สั่งจากร้านดังในนิวยอร์ก-ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ขณะเจ้าของร้านโต้กลับแรง เตรียมฟ้องกลับฐานกล่าวหาเท็จ

สื่อต่างประเทศระบุว่า หญิงชาวสหรัฐฯรายหนึ่งอ้างว่าเธอพบ “ปลายนิ้วมือมนุษย์ในแรปไก่” ที่สั่งจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านแอสโทเรีย รัฐนิวยอร์ก

โดยหญิงรายนี้ชื่อว่า แมรี เอลิซาเบธ สมิธ วัย 43 ปี จากแมนฮัตตัน เปิดเผยว่า เธอได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงและถาวร หลังจากกัดเข้าไปในแรปไก่ซึ่งพบว่ามีปลายนิ้วมือมนุษย์ รวมถึงเล็บปะปนอยู่ในอาหาร

จากเอกสารคำฟ้องที่เธอยื่นต่อศาล เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2023 (พ.ศ. 2566) ขณะที่เธอสั่งอาหารจากร้าน “Create Astoria” ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนในย่านควีนส์ ซึ่งเป็นร้านที่เธอเคยรับประทานเป็นประจำสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง

Google Maps

ด้าน โรเบิร์ต เมนนา ทนายความของสมิธ ให้สัมภาษณ์กับสื่อในท้องถิ่นว่า “เธอกัดเข้าไปในแรป แล้วรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก่อนจะคายออกมา มันเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจและสยดสยองสำหรับเธอจริง ๆ!”

เมนนา ยังเผยว่า “ปลายนิ้วมือดังกล่าวถูกส่งไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ และผลชี้ชัดว่าเป็น เนื้อเยื่อของมนุษย์เพศหญิง”

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว สมิธ ต้องเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดรุนแรง (antiretroviral therapy) เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคอันตรายที่อาจแพร่จากปลายนิ้วนั้น

“เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันระมัดระวังกับทุกสิ่งที่กินมากขึ้นจริง ๆ ฉันต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรวบรวมความกล้ากลับมากินไก่อีกครั้ง ไม่มีแม้แต่ในฝันที่เลวร้ายที่สุดของฉัน ที่จะคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้” แมรี สมิธ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง เท็ดดี้ คาราเกียนนิส เจ้าของร้านอาหาร “Create Astoria” ได้ออกมาโต้แย้งอย่างหนัก โดยระบุว่า คำฟ้องของ นางสมิธ เป็นเรื่องที่ “ไร้สาระโดยสิ้นเชิง” และ “หลอกลวง” พร้อมยืนยันว่าวันเกิดเหตุ ไม่มีพนักงานหญิง อยู่ในครัวเลยแม้แต่คนเดียว

“ผมไม่เคยมีพนักงานหญิงทำงานในแผนกเตรียมอาหารเลย เธอไม่ต้องการตรวจ DNA จากปลายนิ้วนั้น ซึ่งจะพิสูจน์ได้ทันทีว่า ไม่ใช่ของพนักงานผม” คาราเกียนนิส กล่าว

“คุณมีโอกาสถูกลอตเตอรี่สองครั้งในวันเดียว ยังจะง่ายกว่าการที่มีใครในร้าน ไม่สังเกตเห็นว่ามีนิ้วปะปนอยู่ในอาหาร มันไร้สาระสิ้นดี!”

นอกจากนี้ เขายังได้ระบุอีกว่า เขามีแผนจะฟ้องกลับทางด้าน แมรี เอลิซาเบธ สมิธ ในข้อหา “กล่าวหาอย่างเลวร้าย” และ “ไร้มูลความจริง”

เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยด้านผู้เสียหายยืนยันว่าเธอได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างถาวรจากประสบการณ์สุดสะเทือนใจ และได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางกฎหมายแล้ว

ขณะที่ นายคาราเกียนนิส เจ้าของร้าน ก็ได้ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมตั้งข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของเรื่องดังกล่าว และประกาศเตรียมดำเนินการฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาทและกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน

ล่าสุด คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทางกฎหมาย และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงบทบาทของหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีผู้บริโภค

ขอบคุณที่มา: New York Post

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน