สื่อนอก ชี้สถานการณ์ลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา บททดสอบชัยชนะ ทรัมป์ หลังรับบทกาวใจประสานหยุดยิง ตอกย้ำหลักฐานภาพระบุช่วงเวลากัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดชัดเจน
นิตยสารข่าว News Week นิตยสารข่าวรายสัปดาห์สัญชาติอเมริกัน เผยแพร่บทความบททดสอบเหตุระเบิด-กับระเบิดใหม่ ภายหลังมีข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเป็นชัยชนะ ซึ่งประเทศไทย กล่าวหากองกำลังกัมพูชา วางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บรุนแรงจากเหตุการณ์นี้เพิ่มอีก 3 นาย เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา
ถือเป็นการท้าทายต่อข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ยกย่องว่าเป็นความสำเร็จของการทูตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ กัมพูชา ปฏิเสธข้อกล่าวหาการวางทุ่นระเบิดใหม่ และกล่าวหาไทยเป็นฝ่ายละเมิดการหยุดยิง ด้วยการบังคับให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดนต้องออกจากบ้านเรือน
ซึ่งข้อกล่าวหาการละเมิดการหยุดยิงนี้ เน้นย้ำถึงความตึงเครียด ที่ยังคงดำเนินอยู่ และความเสี่ยงของการกลับมาสู้รบอีกครั้งจากข้อพิพาทชายแดน ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งหากการปะทะยังคงเกิดขึ้นอีก ก็จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการสร้างสันติภาพของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจาก ทรัมป์ กำลังพยายามยุติสงครามในยูเครน และนำสันติภาพมาสู่ตะวันออกกลาง และกัมพูชา ได้เสนอชื่อทรัมป์ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากบทบาทในการผลักดันให้ทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนที่แล้ว
นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร (26 ส.ค.) ที่ผ่านมาว่า “มีสงครามเกิดขึ้นในกัมพูชาและไทย ประธานาธิบดีเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และบอกให้ทั้งสองประเทศหยุดการสู้รบ และภายใน 72 ชั่วโมง การสู้รบก็ยุติลง คุณรู้ดีว่า ไม่มีผู้นำคนใดในโลกที่จะทำเช่นนั้นได้” และให้ลองคิดดูว่า โชคดีเพียงใด ที่ได้ทำงานให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ
ขณะที่ ศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาลไทย หรือ ศบ.ทก.รายงานว่า ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา นายหนึ่งถูกตัดเท้า ส่วนอีก 2 นาย มีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิด ซึ่งภาพถ่ายจากกองทัพ แสดงให้เห็นบาดแผลที่ถูกรัดด้วยสายรัดเพื่อหยุดการเสียเลือด
ทหารไทยให้ข้อมูลกับ Newsweek ระหว่างการบรรยายสรุปที่จังหวัดสุรินทร์ว่า มีการวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และขัดต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งสองประเทศให้สัตยาบันแล้ว
ทั้ง พ.อ.จิตรณุชา กาญจนอัครเดช จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “กัมพูชาเอาทุ่นฯ มาวางในดินแดนของเรา แอบเข้ามายังจุดของเรา ตั้งใจจะทำร้ายทหารของเรา”
ร.ท.อิทธิพัทธ์ นนทแก้ว อธิบายว่า กองทัพมั่นใจว่า ทุ่นฯ ที่พบไม่ใช่ของเก่าจากอดีต “เราลาดตระเวนหลังแนวลวดหนามในดินแดนไทยทุกวัน เส้นทางเดิมทุกวัน วันนั้นฝนตกหนักจึงไม่ได้ลาดตระเวน วันรุ่งขึ้นกลับพบว่า มีทุ่นระเบิด และทหารของเราก็เหยียบเข้าไป”
กองทัพไทยยังอ้างว่า มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ที่ยึดได้จากทหารกัมพูชา แสดงให้เห็นการวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่กองทัพ ได้มอบให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้ภาพนี้ เป็นหลักฐานที่รวบรวมส่งให้กับรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งในไฟล์ภาพ มีการระบุรายละเอียด โดยเฉพาะช่วงเวลาการถ่ายภาพการลอบวางทุ่นระเบิดชัดเจนว่า เป็นการวางทุ่นระเบิด ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568
อย่างไรก็ตาม กัมพูชากลับปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ “กัมพูชาไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่” ซึ่งนายลี ธุช รัฐมนตรีอาวุโส และรองประธานคนแรกของหน่วยงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อจากกัมพูชา กล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งถึงนิตยสาร Newsweek โดยโฆษกรัฐบาล พร้อมอ้างว่า “ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า กัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่ และไม่มีการสอบสวนที่โปร่งใสยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าว กัมพูชายืนยันพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิด และปฏิเสธข้อเสนอแนะใดๆ ที่ขัดแย้งกัน”
ขณะเดียวกัน กัมพูชาได้กล่าวหาว่า กองกำลังไทย ได้ตั้งรั้วลวดหนาม กั้นไม่ให้ชาวกัมพูชาต้องออกจากบ้านเรือน ฝ่ายไทยระบุว่า รั้วลวดหนามดังกล่าว สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการวางทุ่นระเบิด และตั้งอยู่บนที่ดินของไทยเอง ซึ่งความตึงเครียดของผู้คนที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนยังคงสูง
นายพัน หอมหวล ชาวนาไทยวัย 68 ปี กล่าวกับ Newsweek ว่า ตนยังคงกลัวอยู่ เพราะบ้านของเขาได้รับความเสียหายจากปืนใหญ่ของกัมพูชา โดยยังคงมองเห็นหลุมลึกในลานบ้าน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการยิงปืนใหญ่ครั้งนั้น แต่สูญเสียสุนัข และนกเลี้ยงไปหนึ่งตัว และกลัวว่าจะมีการสู้รบกันอีก
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในอีเมลล่าสุดถึงนิตยสาร Newsweek ว่า ยังคงแน่วแน่ในความตั้งใจที่จะเห็นการหยุดยิงนี้เกิดขึ้นและกลายเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนและยั่งยืน
ด้าน นางลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องป้องกัน และรับรองว่าการสู้รบในอนาคตใด ๆ จากกัมพูชา จะต้องไม่พุ่งเป้าไปที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ และโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ และไทยจะยังคงแก้ไขความตึงเครียดกับกัมพูชาในปัจจุบันผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ และอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นายลี ทูช รัฐมนตรีอาวุโส และรองประธานคนแรกของหน่วยงานช่วยเหลือเหยื่อและปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา กล่าวว่า “เรายังคงมุ่งมั่นในการเจรจา ความร่วมมือทางเทคนิค และการทำงานร่วมกับประเทศไทย อาเซียน และชุมชนปฏิบัติการทุ่นระเบิดระดับโลก เพื่อรักษาสันติภาพ ปกป้องพลเรือน และรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนร่วมกันของเรา”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกล่าวหาซึ่งกันและกัน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันที่ชายแดน ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็กล่าวว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าจากการหยุดยิงไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติภายใต้การอุปถัมภ์ของสหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ทั้งนี้ News Week ยังได้ใช้ภาพ ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่กองทัพ มอบให้นักข่าวต่างประเทศ และที่กระทรวงการต่างประเทศแนบไปเป็นหลักฐานส่งมอบเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งในไฟล์ภาพ จะมีระบุรายละเอียดไฟล์ภาพ โดยเฉพาะช่วงเวลาการถ่ายภาพการลอบวางทุ่นระเบิดชัดเจนว่า เป็นการวางทุ่นระเบิด ในวันที่ 19 ส.ค.2568