สุดช็อก! หญิงไต้หวันป่วยระยะสุดท้าย ถูกลัทธิพัฒนาจิตล่อลวง ใช้ความกลัวปั่นหัว-บีบคั้นให้ทำสิ่งผิดมนุษย์ รีดเงินกว่า 13 ล้าน
สื่อต่างประเทศเผย หญิงไต้หวันซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มลัทธิที่อ้างว่าเป็น “คอร์สพัฒนาจิตวิญญาณ” ส่งผลให้ครอบครัวต้องสูญเสียเงินไปกว่า 13 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (หรือราว ๆ 13,900,000 ล้านบาท)
เหตุการณ์เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม ปี 2556 เมื่อหญิงคนดังกล่าว ซึ่งมีนามสกุลว่า “หวัง” เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มที่อ้างว่าเป็นการฝึกฝนพัฒนาจิตใจ โดยมีผู้นำเป็นหญิง 2 คนใช้นามสกุล “จาง” และ “เฉิน” และต่อมา ในปี 2564 ลูกชายของเธอก็เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วยเช่นกัน

ภาพประกอบ
แทนที่จะได้รับการเยียวยาทางจิตใจ หญิงรายนี้กลับต้องเผชิญกับการปฏิบัติที่โหดร้าย และบีบบังคับ เช่น การถูกสั่งให้คุกเข่าริมถนน, ถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงด้วยกัน และต้องหย่าร้างในภายหลัง
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังเปิดเผยว่า กลุ่มนี้มีพฤติกรรมกดดันให้สมาชิกทำในสิ่งที่น่าอับอาย เช่น การล้างเท้าให้กัน หรือบังคับให้ตีหัวตัวเองกับผนังถึง 40 ครั้ง พร้อมถ่ายรูปส่งเป็นหลักฐาน
ผู้นำกลุ่มใช้คำขู่ให้ผู้เข้าร่วมเกิดความหวาดกลัว โดยเฉินเคยพูดกับนางหวังว่า หากไม่ทำตามคำสั่ง เธอจะเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ครอบครัวจะแตกแยก และแม้แต่เทพเจ้าก็ไม่สามารถช่วยได้
สมาชิกที่ต้องการขึ้นเป็น “ปรมาจารย์ชำระพลังงาน” ต้องจ่ายเงินถึง 2 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) ขณะที่การพลาดรับโทรศัพท์เพียงครั้งเดียวก็จะถูกปรับเงิน 1,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ หรือราว ๆ 1,100 บาท
เพราะกลัวว่าการไม่เชื่อฟังจะทำให้อาการป่วยแย่ลง หญิงผู้เป็นแม่และลูกชายจึงยอมทำตามคำสั่งเรื่อยมา จนถึงเดือนมีนาคม 2564 โดยนางหวังจ่ายเงินรวมแล้วกว่า 6.8 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 7.3 ล้านบาท) ส่วนลูกชายจ่ายไปอีก 6.5 ล้าน (ราว 6.9 ล้านบาท) และถึงขั้น ขายบ้าน เพื่อหาเงินมาจ่าย

ภาพประกอบ
ในเดือนเมษายน 2564 ทั้งสองคนเริ่มสงสัยและไปขอคำปรึกษาทางกฎหมาย จึงทราบว่าตนเองถูกหลอกลวง และได้ตัดสินใจยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากจาง และเฉิน ซึ่งศาลได้ตัดสินให้ทั้งสองจำเลยร่วมกันชดใช้เงินคืนเป็นจำนวน 13,349,560 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (กว่า 14 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีอาญากับผู้ก่อเหตุหรือไม่? ขณะที่สังคมออนไลน์ในไต้หวันต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยหลายคนมองว่านี่คือการหลอกลวงที่แฝงตัวในคราบของศาสนา และเรียกร้องให้มีบทลงโทษที่เด็ดขาดกับผู้กระทำผิด
ขอบคุณที่มา: South China Morning Post