เผย ‘เบน สมิธ’ ใช้ชื่อเมียทำธุรกรรมการเงินทุกอย่าง พบเผ่นออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 68 ช่วงดำเนินคดีเครือข่ายยิม เลียก – เฉินจื้อ – ก๊กอาน

จากกรณีตำรวจกองปราบ ขอศาลออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบฟอกเงิน” ก่อนนำหมายค้นเข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง ได้พยานหลักฐาน เป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ และเอกสารต่างๆ เช่น งบการเงิน รายจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวมถึงยังเชิญพยานเครือข่ายเกี่ยวข้อง 6 คน มาสอบปากคำเพิ่มเติม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2569 พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3 บก.ป. กล่าวว่า จากการสอบปากคำพยานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องบอกว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ ช่วงปี 2559 มีการทำธุรกิจหุ้นพลังงานร่วมกัน และนายเบน สมิธ ชักชวนให้เข้ามาร่วมลงทุน และได้ใช้งานพวกเขาให้ทำอะไรบางอย่าง

โดยยังบอกว่าต้องไปประสานงานกับใคร ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับหลักฐานที่ตำรวจตรวจพบ และยังพบเส้นเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน โอนไปยังผู้ต้องหา แต่อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจกัน จึงต้องโอนเงินให้กัน แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ

สำหรับพฤติการณ์ของ เบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทุกอย่าง ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่างๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง โดยตอนนี้พยานทั้ง 6 คน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากหลังจากนี้พบความเชื่อมโยงกัน จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกและหมายจับ

พ.ต.ท.อาธิรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เบน สมิธ และ ภรรยา หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 หลังจากที่มีการดำเนินคดีเครือข่าย ยิม เลียก – เฉินจื้อ – ก๊กอาน

สำหรับทรัพย์สินที่ตรวจยึดมาได้ เป็นคนละส่วนที่ ปปง.ยึดมาก่อนหน้านี้ เพราะทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาจากช่วงหลังก่อเหตุ แต่ก็มีทรัพย์สินบางอย่างที่เกี่ยวพันกับคดีที่หลอกลงทุนหุ้นพลังงาน ที่มีความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน