พิพัฒน์ เปิดมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งแบบพุ่งเป้า สนับสนุนต้นทุนค่าน้ำมันสูงสุดถึง 6 บาทต่อลิตร รถกลุ่มไรเดอร์ กว่า 1.1 แสนคัน หนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน เริ่ม 1-30 เม.ย.นี้
วันที่ 27 มี.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือผลกระทบด้านราคาน้ำมันในส่วนของภาคขนส่ง ซึ่งจะช่วยเหลือพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางต่อราคาสินค้าและการเดินทางของประชาชนว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือโดยเป็นการสนับสนุนเท่าที่ดำเนินการจริงจากระบบ GPS และระบบติดตามการทำงานจริง ระหว่างวันที่ 1–30 เม.ย.2569
โดยจะวางมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) หรือกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งมีจำนวน 287,175 คัน ข้อมูลจาก GPS ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) พบว่ามีเที่ยววิ่งเฉลี่ย 31 ล้านกิโลเมตรต่อวัน อัตราสิ้นเหลืองเฉลี่ย 4 กิโลเมตรต่อลิตร ประมาณปริมาณการใช้น้ำมันรวม 7.8 ล้านลิตรต่อวัน โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันในราคา 6 บาทต่อลิตร
กระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ป้องกันการปรับขึ้นราคาสินค้าที่จะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
2.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์ โดยมีการสนับสนุนแยกประเภท ดังนี้
รถโดยสาร หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 4 บาทต่อลิตร
รถโดยสาร หมวด 4 (เช่น รถตู้) จำนวน 19,414 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อวัน
รถกลุ่ม Rider จำนวน 114,653 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน
กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้ เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารและจูงใจการใช้รถโดยสารสาธารณะ ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หลักการคือ รัฐบาลจะจ่ายตามการวิ่งจริง โดยจะมีการตรวจจับ (Tracking) จากระบบติดตามของกรมการขนส่งทางบกที่มีอยู่แล้ว จะไม่ใช่การเหมาจ่าย ส่วนผู้ประกอบการกลุ่มใดที่ยังไม่มี GPS จะมีการนำระบบ QR Code ไปแปะที่รถ เพื่อแท็กข้อมูลแทน เพื่อตรวจจับการให้บริการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนของระบบขนส่งมวลชน เช่น บขส. หรือ รถร่วม บขส. ที่วิ่งข้ามภาคและระหว่างจังหวัด กระทรวงคมนาคม ขอยืนยันว่าจะไม่มีการขึ้นค่าโดยสารเด็ดขาดในช่วงสงกรานต์นี้ โดยยังคงให้ใช้อัตราค่าโดยสารภายใต้ฐานต้นทุนราคาน้ำมันที่ 33 บาท
ส่วนต่างราคาน้ำมันนอกเหนือจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยชดเชยให้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนจะได้ใช้บริการในราคาเดิม ไม่เกิดผลกระทบในการเดินทาง
“นี่คือการประกาศครั้งแรก ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ส่วนกลุ่มรถบัสไม่ประจำทางหรือรถบัสนักท่องเที่ยวนั้น ตอนนี้เรากำลังประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อหาตัวเลขที่สมดุลและคิดสูตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว