รุทธพล แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว สั่ง ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษแล้ว “ยุทธนา” ชี้จงใจประวิงเวลาขนส่ง ความผิดร้ายแรง
เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า กระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน
โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือ การที่จับปลายทาง ปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการปกครอง ตรวจสอบต่อเนื่องไปจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน
อีกส่วนได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นมายังปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจพบการกระทำความผิด และมีการจับกุมหลายราย เช่น กรณีที่ จ.อ่างทอง จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และยังตรวจพบการกักตุนของผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 และมาตรา 10
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กรณีที่จ.สุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทาง มีเรือบรรทุกนํ้ามันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังนํ้ามัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีนํ้ามันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำกรณีของ จ.สุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนเอกสารต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะดูทั้งปริมานคงคลัง การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น โดยจะให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และดำเนินการต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จะตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอ และจะมีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมีปริมาณเท่าไหร่ โดยจะรายงานตัวเลขต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนโรงกลั่น ได้ทำการตรวจสอบระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังนํ้ามันแล้ว ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกักตุนนํ้ามัน มีนํ้ามันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเล หรือลักลอบส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่สิ่งที่มูลความผิดได้เลย คือการกักตุนน้ำมัน เพราะกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงในการขนส่ง
แต่การพบความผิดปกติในเวลาเดินทาง เข้าข่ายประวิงเวลาการขนส่ง ถือเป็นพฤติการณ์เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเข้าเงื่อนไขรับเป็นคดีพิเศษได้ และส่วนอื่นจะมีการขยายผลต่อไป เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว สามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ ยืนยันว่าจะทำเต็มที่