พาณิชย์ ยอมรับผู้ผลิต แชมพู สบู่ น้ำมันปาล์ม แห่ยื่นขอปรับราคา หลังทุนน้ำมันพุ่ง ส่วนปุ๋ย ยังไม่ขอขยับ ยันเม็ดพลาสติกมีเพียงพอ
วันที่ 10 เม.ย.2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การดูแลค่าครองชีพประชาชน จะไม่ใช้วิธี “ตรึงราคา” โดยจะหาแนวทางให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ทั้งระบบ
จากการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้า โดยคำนวณราคาน้ำมันที่ลิตรละ 50 บาท ภาพรวมต้นทุนสินค้าขยับขึ้นเฉลี่ย 0.7-44.4% ขึ้นอยู่กับสินค้า โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม จะขยับขึ้น 1.6-12.1%
หมวดของใช้ในชีวิตประจำวัน ขึ้น 1.4-16.2% ปัจจัยการเกษตร ซึ่งหลายตัวนำเข้า ปรับขึ้น 44% วัสดุก่อสร้าง ขณะนี้ยังกระทบน้อย ขยับขึ้น 1.5-2.1% และหมวดอาหารสด ขึ้นเฉลี่ย 0.7-3.2%
โดยอัพเดต “สินค้าและบริการควบคุม” ปี 2569 ปัจจุบัน มี 62 รายการ 63 สินค้า (เดิม 59 รายการ + เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส (น้ำปลา และซีอิ๊ว) ) และอีก 3 รายการ อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาเพิ่มเป็นสินค้าควบคุม (มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง กากถั่วเหลือง)
มีสินค้า 15 รายการ จะต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำหน่าย ที่เหลือแยกมาตรการ เป็นต้องแจ้งหากมีการเปลี่ยนแปลงราคา แจ้งข้อมูล-ปริมาณและราคา มาตรการควบคุมการขนย้ายและส่งออก และเฝ้าระวังติดตาม ซึ่งใช้มาตรการบริหารจัดการตามความเหมาะสมแต่ละสินค้า
ล่าสุด สินค้าควบคุม ที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคานั้น เริ่มมีผู้ผลิตสินค้า ยื่นขอปรับขึ้นราคา มายังกรมการค้าภายในแล้ว เช่น น้ำมันปาล์มขวด ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบต้นทุน โดยเฉพาะจากน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ว่าเป็นสต็อกเก่าหรือใหม่ รวมถึง แชมพู และสบู่ ที่กำลังพิจารณารายละเอียด และขอเอกสารเพิ่มเติม คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณา 2 สัปดาห์ ก่อนจะแจ้งกลับไปยังผู้ประกอบ
เบื้องต้นแนวทางการพิจารณา หากยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงกว่าต้นทุน อาจจะขอให้ชะลอการปรับราคาไปก่อน หรือ หากมีการอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาจริง ก็จะขอให้เป็นการค่อยๆ ขยับขึ้น
ส่วน “ปุ๋ย“ ยังไม่มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคา แต่ต้องยอมรับว่า ปุ๋ย สำคัญ อย่าง ยูเรีย ที่ราคาขยับขึ้น จาก 500 เป็น 800 เหรียญต่อตันแล้ว โดย ณ สิ้นเดือนมี.ค. มีสต็อกปุ๋ยยูเรีย 3.4 แสนตัน จากปริมาณปุ๋ยทุกชนิดรวมกว่า 9 แสนตัน หากมุ่งใช้แต่ปุ๋ยยูเรีย อาจจะเกิดการขาดแคลนได้
แนวทางเบื้องต้นจึงมีการปรับสูตรปุ๋ยให้หลากหลาย เพื่อให้กระจายการใช้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน มีการสั่งมาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น อีกประมาณ 2.3 แสนตัน คาดการณ์ความต้องการใช้ในเดือนเม.ย. ประมาณ 2.7 แสนตัน ทำให้ปริมาณสต็อกคงเหลือในเดือนพ.ค. ที่จะมีความตการใช้เพิ่มขึ้นตามช่วงการเพาะปลูก จะมี3 แสนตัน และยังมีการเจรจาสั่งซื้อเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการเจรจากับอิหร่าน โดยกรมการค้าภายใน ได้ส่งหนังสือยืนยัน รายละเอียดเกี่ยวกับเรือขนปุ๋ย ที่ยังติดค้างอยู่ทางช่องแคบฮอร์มุซ ให้กับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อไปคุยกับอิหร่าน ซึ่งเชื่อว่าจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าบรรเทาต้นทุนให้เกษตรกร ผ่าน โครงการ ปุ๋ยธงเขียว ที่เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย. เป้าหมายใน 10 จังหวัดก่อน จะขยายโครงการให้ครบ 100 ครั้งเมื่อได้งบประมาณ
รวมถึงเพิ่มเติมการช่วยเหลือจากเดิม ให้ส่วนลด 200 บาท ต่อ 5 กระสอบ เพิ่มเป็น 300 บาทต่อ 5 กระสอบ และยังให้คูปองอีก 50 บาทเพื่อไปเป็นส่วนลดซื้อยาปราบศัตรูพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ไปจนถึงได้ใช้โอกาสนี้จูงใจให้ปรับเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์
ขณะเดียวกัน ยังคุมเข้มผู้ค้า ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะปุ๋ย เป็นสินค้าควบคุม และยังไม่มีผู้ประกอบการขอขึ้นราคาแต่อย่างใด จากการตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ย 1,065 แห่ง พบเข้าข่ายการกระทำผิด 48 ราย
มาตรการบริหารจัดการ ปาล์มน้ำมัน ยืนยันว่าไม่ได้ห้ามการส่งออก น้ำมัน CPO สามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตก่อน เพื่อดูแลปริมาณการใช้ในประเทศให้เหมาะสม เนื่องจากมีการนำไปใช้เป็นพลังงานเพิ่มขึ้น จาก บี 5 ขยับไปเป็น บี 7 และบี 20
โดยปัจจุบัน ราคา CPO สูงถึง 41.75 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 4 ปี หากดูตามโครงสร้างราคา ไปเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวด จะบวกไปอีก 12-15 บาท ราคาที่ควรจะเป็นขณะนี้ เฉลี่ยขวดละ 56 บาท จึงมีผู้ผลิต 4 รายยื่นขอปรับขึ้นราคามาแล้ว
สินค้าสำคัญอีกชนิด คือ เม็ดพลาสติก ที่ดึงมาเป็นสินค้าควบคุมนั้น จะไม่เน้นกำกับราคา แต่โจทย์คือดูแลให้มีเพียงพอ และไม่แพง ซึ่งเลือกดูแลเฉพาะที่กระทบกับประชาชน ได้แก่ พลาสติกกลุ่มอาหาร ( เม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET ซึ่งใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ และแกลลอน
จนถึงขณะนี้ยืนยันว่ามีเพียงพอ แต่อาจจะมีผลกระทบด้านราคาบ้าง กลุ่มทำกระสอบใส่ปุ๋ย และกลุ่มเวชภัณฑ์ ไปจนถึงการหาแนวทางการลดใช้พลาสติก และเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิล
ขณะที่ การแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ได้เดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย ไปแล้ว และเตรียมช่วยเหลือ เอสเอ็มอี เชื่อมโยงสินค้า มาสู่ผู้บริโภคภายใต้โครงการด้วย พร้อมกระจายการจัดงานธงฟ้าทั้งงานขนาดใหญ่ และงานย่อย ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เป้าหมาย 1,518 ครั้ง และมีแผนเพิ่ม การจัดงาน mini ธงฟ้า 518 ครั้ง จัดจังหวัดละ 5 ครั้ง ธงฟ้าในสถานศึกษา 1,000 แห่ง
นอกจากจะมีสินค้าจำเป็น ยังพ่วงสินค้าการเรียนด้วย กิจกรรมสินค้าลดราคา ในตลาดกลาง-ตลาดสด อีก 1,000 แห่ง และในร้านค้าปลีก-ค้าส่ง-โชห่วย 150 ร้าน รวมถึงเสริมรถโมบายธงฟ้า จังหวัดละ 15 คัน และเติมสินค้าจำเป็นราคาถูก ในรถเร่-รถพุ่มพวง รวม 5,000 คัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพ.ค. ดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศได้มาก