ญาติผู้เสียชีวิตยังทำใจไม่ได้ สูญเสียคนในครอบครัว เหตุรถไฟชนรถเมล์ เศร้าปีหน้าลูกก็จะเรียนจบ จี้แก้ปัญหาจริงจัง อย่าทำงานแบบวัวหายล้อมคอก
วันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่ สน.มักกะสัน ญาติของป้าเอี้ยง หนึ่งในผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ขอรับเอกสารจากพนักงานสอบสวนเพื่อไปยื่นรับศพของป้าเอี้ยง ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดงจังหวัดสมุทรปราการ
ญาติของป้าเอี้ยง เผยว่า เรื่องเงินเยียวยา ตนไม่ได้ทราบจำนวน แต่ตนรู้สึกติดใจ การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นอย่างมากที่เอาแต่ตอบโต้เรื่องการจัดการคนของตน แต่ไม่เคยพูดเรื่องของมาตรการช่วยเหลือหรือแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งติดใจว่าคนขับรถเมล์ ถึงไปจอดคร่อมรางรถไฟแบบนั้น ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่าขณะนั้นติดขัดหรือมีเหตุผลอะไรที่จะทำเช่นนั้น
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนขอให้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในอดีตก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง จนรู้สึกแปลกใจที่ทำไมยังเกิดขึ้นอีก จะต้องถอดบทเรียนไปอีกกี่ครั้ง ซึ่งตนไม่อยากได้เงินเยียวยา เพราะป้าเอี้ยงมันถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว ตอนนี้ยังไม่มีใครทำใจรับได้
ด้าน นายสันติ เขียววิจิตร พ่อของ นายธนัฐพิพัฒน์ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อขอเอกสารไปยื่นขอรับร่างลูกชายกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดคลองหนึ่ง จ.ปทุมธานี เปิดเผยด้วยความว่า ในวันเกิดเหตุลูกชายกำลังเดินทางไปหาเพื่อนแถวแยกพัฒนาการ ซึ่งเหลือระยะทางก่อนถึงจุดหมายอีกเพียงแค่ 3 ป้ายรถเมล์เท่านั้น
แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงก่อน โดยทางครอบครัวมั่นใจว่าเป็นลูกชายตั้งแต่ช่วงแรกเนื่องจากมีระบบแทร็กกิ้งตำแหน่ง (Tracking) ระหว่างเพื่อนกับลูกชาย และพบว่าสัญญาณหายไปในไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกับเวลาเกิดเหตุพอดี
นายสันติ กล่าวต่อว่า ตนมองว่าการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะควรจะเป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นเลย ลูกชายของตนอายุยังน้อย ปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว และเขามีความตั้งใจในอนาคตที่อยากจะเป็นโปรแกรมเมอร์พัฒนาแอปพลิเคชัน
ซึ่งเขายังสามารถไปได้อีกไกลในอนาคต ตนจึงมองว่าอุบัติเหตุครั้งนี้มันเกิดขึ้นเพราะความบกพร่องระดับองค์กร ทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ส่วนพนักงานขับรถก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกจ้างในองค์กร
ดังนั้นตัวองค์กรเองต้องรับผิดชอบระบบและดูแลพนักงานของตนให้ดี ไม่ใช่พอเกิดเหตุขึ้นแล้วก็โยนความผิดไปให้ตัวพนักงานว่าพนักงานมีปัญหา แล้วองค์กรปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมเยียวยา หรือปล่อยให้ผู้เสียหายต้องไปดิ้นรนฟ้องร้องเอากับพนักงานขับรถหรือผู้เกี่ยวข้องเอง ซึ่งเรื่องนี้องค์กรต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
นอกจากนี้ นายสันติ ยังได้ตำหนิระบบการทำงานและการแสดงความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยระบุว่า ตั้งแต่เกิดเหตุตนได้รับ แต่การติดต่อและความกระตือรือร้นจากฝั่ง ขสมก. ที่เข้ามาแสดงความเสียใจและพยายามดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ตนรู้สึกดีขึ้นบ้าง
แต่ในส่วนของการรถไฟฯ นั้น ตนกลับไม่ได้ยินคำว่าแสดงความเสียใจเลยแม้แต่คำเดียว ยิ่งไปกว่านั้นตนมองว่าระบบการตรวจสอบของการรถไฟฯ ค่อนข้างแย่และหละหลวมมาก ที่ปล่อยให้พนักงานที่มีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดเข้ามาขับรถไฟ ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว และทางรถไฟฯ จะมาอ้างว่ารถไฟวิ่งอยู่บนทางรางปกติแล้วรถเมล์มาจอดขวางให้ชนเองไม่ได้
เพราะการรถไฟฯ ต้องรับผิดชอบในส่วนระบบบุคลากรของตนเองด้วย หากถามถึงความคุ้มค่าของการเยียวยา ขอบอกเลยว่าไม่มีทางคุ้มค่า ต่อให้มีคนเอาเงินมาให้ตน 5 ล้านบาท แล้วมาฆ่าลูกชายตน ตนก็ไม่เอา เพราะเขามีอนาคตและเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับครอบครัว
นายสันติ ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า วันนี้ตั้งใจมารับร่างลูกชายให้เร็วที่สุดเพื่อไปทำพิธี และอยากฝากไปถึงรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า ขอให้เข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังและยั่งยืน ไม่อยากให้ทำงานกันแบบ “วัวหายล้อมคอก” ที่พอเกิดเหตุทีไร มีคนตายคนสูญเสีย ก็ค่อยออกมาดิ้นรนแก้ปัญหากันเป็นพัก ๆ
ตนไม่เข้าใจว่าทำไมองค์กรถึงปล่อยให้คนที่ไม่พร้อมทำงานเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ดูแลชีวิตประชาชน และเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว องค์กรก็ควรเข้ามาเยียวยาทันที ไม่ใช่มามัวแต่รีรออ้างว่าต้องตรวจสอบโน่นตรวจสอบนี่ก่อน จนทำให้ผู้เสียหายที่เจ็บปวดอยู่แล้วต้องมาได้รับความเดือดร้อนซ้ำเติมอีก